เฉินจิ่นอวี้เพิ่งถูกส่งตัวกลับจวนองค์หญิง ราชสำนักก็ส่งคนมาแล้ว
เฉินหมิงหลี่กำลังร้อนใจกับอาการบาดเจ็บของบุตรสาว พอได้ยินข่าวก็รู้สึกเพียงตาพร่ามัว จูซื่อยิ่งร้อนรน โกรธจนแทบจะลงไม้ลงมือกับบุตรสาว
“พอได้แล้วเจ้า บัดนี้เรื่องเร่งด่วนคือเข้าวัง ไปเข้าเฝ้าไทเฮาก่อนค่อยว่ากัน”
เขาชายตามองบุตรสาวที่ไร้ความสามารถของตน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พาจูซื่อเร่งรุดออกไป
เพิ่งออกจากประตู ก็เห็นปิ่นปักผมลงยาสีทองสองอันที่จูซื่อสวมอยู่ เขาคว้าออกมาทันที แล้วโยนกลับเข้าไปในห้อง
“ไทเฮาทรงพระประชวรหนัก เจ้าประดับประดางดงามเต็มยศให้ผู้ใดดู”
จูซื่อร้อนใจจนต้องยกมือลูบคลำเครื่องประดับบนมวยผมอีกรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดเด่นสะดุดตาเกินไป นางก็ก้มลงมองดูสีเสื้อผ้าที่ไม่ฉูดฉาดของตนอีกครั้ง จึงค่อยวางใจลงบ้าง
“ข้า... ข้าก็แค่กลัวว่าแต่งตัวซอมซ่อเกินไป จะถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ”
เฉินหมิงหลี่เกือบจะด่านางว่าหัวสมองเป็นสุกร
แม้องค์หญิงจะมิได้ตรัสตรง ๆ แต่ในจวนทั้งบนล่างล้วนสวมเสื้อผ้าสีเรียบ แม้แต่คุณชายหังที่เพิ่งอายุครบขวบก็มิอาจสวมใส่สีสันมงคล แต่นางผู้โง่เขลานี้ยังกล้าแต่งตัวเด่นเช่นนี้อีกหรือ
เพราะเป็นการเรียกตัวด่วน องค์หญิงจึงให้มามาฟางใช้รถม้าของนางมารับเป็นพิเศษ บนรถม้า เฉินหมิงหลี่มีสีหน้าเคร่งเครียด แต่จูซื่อกลับนัยน์ตาเป็นประกาย มือนั้นลูบนั่นคลำนี่
“ฮูหยินช่างเป็นผู้มีบุญวาสนาจนหลงลืมง่าย ๆ เรื่องที่หมอหลวงสองสามคนถูกประหารต่อหน้าเจ้าเมื่อหลายวันก่อนก็ลืมแล้วหรือ ท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ เจ้าควรเก็บงำไว้เสียบ้าง เพื่อมิให้เข้าวังแล้วมิได้ออกมา”
