“ท่านพ่อ ในวังเกิดเรื่องใดขึ้นหรือ”
เซี่ยหว่านอิ๋งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา ท่านพ่ออยู่โถงใหญ่ ย่อมรู้มากกว่านาง
ไท่ฟู่เซี่ยมีสีหน้าเคร่งเครียด เร่งคนขับรถม้าของตนให้รีบไป
รถม้าค่อย ๆ แล่นไป เซี่ยหว่านอิ๋งมองลอดร่องม่านที่ไหวอยู่ เห็นรถม้าหลายคันด้านนอกก็เคลื่อนตัวเช่นกัน
ดูท่า งานเลี้ยงที่โถงใหญ่คงเลิกแล้ว
ห่างจากประตูวังมาไกลพอสมควร ไท่ฟู่เซี่ยซึ่งเงียบไปชั่วอึดใจก็เอ่ยขึ้น
“งานแต่งของเจ้ากับฉู่ยี่ ล้มเลิกเสียเถิด ตระกูลฉู่ เรายั่วยุไม่ได้”
เซี่ยหว่านอิ๋งรู้สึกแน่นอก อ้าปาก แต่ก็เอ่ยอะไรไม่ออกสักคำ
ฮูหยินสกุลหลินเองก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา
“ท่านเจ้าคะ อยู่ดี ๆ ท่านเอ่ยเรื่องนี้ทำไม”
ครุ่นคิดถึงเรื่องในงานเลี้ยง ฮูหยินสกุลหลินใจกระตุกวูบ
“เด็กที่จมน้ำนั่น หรือจะเกี่ยวพันกับองค์หญิง”
“คือฉู่เหยียน…”
ไท่ฟู่เซี่ยก็แค่ได้ฟังมาสองสามประโยค ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด ไม่อาจสรุปความ แม้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ หากไม่บอกพวกนางตอนนี้ ด้วยนิสัยของฮูหยินสกุลหลินก็คงไปสืบเสาะเอง สู้เขาพูดเองเสียเลย
ฮูหยินสกุลหลินลูบอก “ฉู่เหยียนอายุเพียงสิบปี เหตุใดลงมือโหดเหี้ยมนัก”
“เขาเป็นบุตรที่องค์หญิงเลี้ยงดูมานี่”
รถม้าค่อย ๆ แล่นไปข้างหน้า ไท่ฟู่เซี่ยก็เอ่ยถึงเรื่องเก่าอย่างช้า ๆ
เมื่อครั้งฮองไทเฮาองค์ปัจจุบันเข้าวังใหม่ ๆ ยังเป็นเพียงตำแหน่งผิน พื้นเพตระกูลสู้ผู้อื่นไม่ได้ ถูกทอดทิ้งในวังหลังสามปี ถูกหยามเกียรติแสนสาหัส ในที่สุดนางก็ได้โอกาส ตั้งครรภ์ แต่กลับให้กำเนิดเพียงองค์หญิง ยังคงไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้องค์ก่อน
