อ๊าก!
เสียงร้องโหยหวนของเจาหมิงเซวียนดังขึ้น ก่อนเขาจะกุมใบหน้าร่ำไห้โฮใหญ่
คนข้างกายอีกสองคนไม่กล้ายุ่งด้วย ยืนตัวแข็งอยู่ข้างหนึ่ง ลนลานราวกับมดบนกระทะร้อน
"ท่านพี่เหยี่ยน!"
เหยาจือจิ่นร่ำไห้จนน้ำตาคลอ
ฉู่เหยียนพลันแสดงสีหน้าดุดัน ปัดมือเหยาจือจิ่นออกอย่างแรง น้ำเสียงเย็นชากว่าค่ำคืนหิมะตกหนักเมื่อสองวันก่อนเสียอีก
เขาก้าวเข้าไป เหยียบลงบนอกของเจาหมิงเซวียน
เจาหมิงเซวียนรู้สึกเพียงว่าหน้าอกเหมือนถูกหินก้อนมหึมากดทับ แทบจะหายใจไม่ออก
"กล้าดียังไงมาว่าท่านแม่ข้าเช่นนี้ จวนอานผิงโหวพวกเจ้ามีหัวไว้ให้เชือดกี่หัวกัน"
เหยาจือสวี่เกรงว่าจะเกิดเรื่องถึงชีวิตจริง ๆ จึงไม่อาจใส่ใจเรื่องอื่นอีก รีบรุดเข้าไปดึงตัวฉู่เหยียนออกมา พลางตะโกนบอกเหยาจือจิ่นให้รีบดึงเสิ่นเยว่เจียวออกห่าง
ฉู่เหยียนฝึกยุทธ์กับพี่ชายทั้งสองมาตั้งแต่เล็ก อีกทั้งนิสัยไม่ยอมแพ้ใคร เรื่องใดก็ต้องเป็นที่หนึ่ง แม้แต่เหยาจือสวี่ที่เข้ากองทัพก่อนเขาก็มิใช่คู่มือ
"ไสหัวไป! เรื่องวันนี้เจ้าไม่ต้องมายุ่ง"
เหยาจือสวี่ประมือกับเขาสองกระบวนท่า ในใจข่มความโกรธไว้สุดกำลัง
"คุณชายสกุลหลี่ก็แล้วไปเถิด แต่เจาหมิงเซวียนเป็นหลานของอานผิงโหวเชียวนะ เจียวเจียวกับเขาตีกันยังนับว่าเป็นเด็ก ๆ เล่นซนกัน แต่ถ้าเจ้าลงมือ จะให้คำอธิบายแก่อานผิงโหวอย่างไร"
"ข้าฉู่เหยียน จำเป็นต้องอธิบายกับผู้ใด!"
กล่าวจบ ฉู่เหยียนก็ผลักเหยาจือสวี่ออกไปหมายจะบดขยี้หัวของเจาหมิงเซวียน
เหยาจือจิ่นยืนอยู่อีกด้าน ไม่กล้าเข้าใกล้เสิ่นเยว่เจียวที่กำลังคลุ้มคลั่งเลยแม้แต่น้อย ทว่านางก็เป็นห่วงว่าเสิ่นเยว่เจียวจะตีเจาหมิงเซวียนตาย
