หน้าจวนจิ้นกั๋วกงมีรถม้าจอดอยู่ไม่น้อยแล้ว แต่เมื่อเห็นรถม้าขององค์หญิงมาแต่ไกล รถม้าของแต่ละตระกูลต่างก็หลีกทางให้อย่างว่าง่าย
ฉู่เหยียนลงจากรถม้าก่อน ประคองมารดาของตนลงมาแล้ว ก็มิได้สนใจเสิ่นเยว่เจียวอีกเลย
ส่วนฉู่หัวชางเพิ่งลงจากรถม้า ก็ถูกฮูหยินกั๋วกงเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน ดูเหมือนจะลืมเสิ่นเยว่เจียวที่อยู่ด้านหลังไปเสียสนิท
เสิ่นเยว่เจียวแทบอยากให้ตนถูกลืมเสียด้วยซ้ำ แทนที่จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายนี้ สู้นั่งรออยู่ในรถม้าอย่างสงบเสงี่ยมเสียยังจะดีกว่า
จนกระทั่งใกล้จะเดินเข้าประตูจวนกั๋วกง ฉู่หัวชางเหมือนเพิ่งจะนึกถึงเสิ่นเยว่เจียวขึ้นมาได้ จึงหันกายกลับมา เห็นนางยื่นก้นเล็กๆ เตรียมจะมุดกลับเข้าไปในรถม้า จึงเรียกชื่อของนาง
“เจียวเจียว มานี่”
สารถีที่ยืนนิ่งราวกับท่อนไม้จึงอุ้มเสิ่นเยว่เจียวลงจากรถมา ฉู่เหยียนมองดูนางก้าวเท้าเล็กๆ วิ่งเข้ามา ก็พลันขมวดคิ้วแน่น
อีกประเดี๋ยวหากเสิ่นเยว่เจียวร้องเรียก “ท่านแม่” ออกมา เช่นนั้นพวกเขาจะอธิบายอย่างไร แล้วผู้อื่นจะมองจวนองค์หญิงของพวกเขาเช่นไร
ฮูหยินจางแห่งจวนจิ้นกั๋วกงรู้สึกประหลาดใจ จึงถามว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรหลานตระกูลใด ฉู่หัวชางมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่ลูบคลำใบหน้าเล็กๆ ของเสิ่นเยว่เจียว แล้วยิ้มให้พอเป็นพิธี
เสิ่นเยว่เจียวมิได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย
ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้ ฮูหยินกั๋วกงถามถึงตัวตนของนาง ฉู่หัวชางก็เพียงแต่ยิ้มให้พอเป็นพิธีเช่นนี้เหมือนกัน
นางเร่งร้อนจะบอกทุกคนว่านางเป็นบุตรีขององค์หญิง คนเหล่านั้นปฏิบัติต่อนางอย่างเคารพนบนอบ แต่พอหันหลังกลับก็เริ่มกล่าวร้ายนาง พลอยพาดพิงไปถึงเสิ่นอันเหอด้วย
