“ได้ยินว่าที่นั่นภูเขาเขียวน้ำใส เป็นดินแดนดีงามทีเดียว แม้จะแร้นแค้นไปบ้าง แต่ก็ให้ท่านพ่อได้ขัดเกลานิสัยเสีย หากต่อไปมีผลงานดีเด่น ไม่แน่อาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้”
“แต่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยมีตำแหน่งสูงส่งถึงเพียงนั้น บัดนี้กลับถูกลดขั้นเป็นขุนนางชั้นเก้าผู้น้อยกระจ้อยร่อย ต้องคอยฟังคำสั่งอยู่ใต้หลืบเท้าเจ้าเมือง…ดั่งพยัคฆ์ตกทุ่งถูกสุนัขรังแก เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะถูกผู้อื่นรังแกอีกหรือไม่”
พลัน เท้าน้อยของนางก็ชักขึ้นจากน้ำ แล้ววิ่งเท้าเปล่าอย่างลนลานมายังข้างเตียง อิ๋นเหยาถือผ้าสำหรับเช็ดเท้าไล่ตามมาติด ๆ “คุณหนูต้องการสิ่งใดเจ้าคะ บ่าวจะหาให้”
เสิ่นเยว่เจียวไม่มีเวลาตอบ ออกแรงงัดแผ่นอิฐปูพื้นขึ้น เมื่อเห็นร่องพื้นว่างเปล่า ก็พลันชะงักค้าง
นางลืมไปแล้ว เพื่อช่วยชีวิตอิ๋นเหยา เมล็ดแตงโมทองคำสองสามเมล็ดที่นางแอบซ่อนไว้ได้อันตรธานไปนานแล้ว
กระทั่งเงินหนึ่งร้อยตำลึงนั้นบัดนี้ก็ใช้จนหมดสิ้น
“คุณหนูหาสิ่งใดอยู่หรือ”
เสิ่นเยว่เจียวส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย แล้ววางแผ่นอิฐกลับคืนดังเดิม
อิ๋นเหยาอุ้มนางกลับมาอีกครั้ง เท้าทั้งสองข้างเพิ่งถูกวางกลับลงอ่างน้ำ น้ำก็กลายเป็นสีดำขลักทันที
เรือนไร่เป็นเพียงถิ่นทุรกันดาร ต่อให้ปูแผ่นอิฐไว้ ก็เป็นเพียงอิฐเขียวธรรมดา เปื้อนฝุ่นดินโคลนยากจะปัดกวาดให้สะอาดหมดจดได้ จะไปเหมือนจวนองค์หญิง สถานที่สูงค่าเลิศหรูนั่นได้อย่างไร ทุกแห่งหนในจวนล้วนผ่านการขัดเกลามา มันวาวสกาวใส สะอาดสะอ้าน ไร้ธุลีแม้แต่น้อย
อิ๋นเหยาไม่รังเกียจความสกปรก ใช้มือชำระล้างเท้าน้อย ๆ ของนางจนสะอาด แล้วใช้ผ้าเช็ดเท้าอย่างบรรจงห่อหุ้มไว้
“คุณหนูรอก่อน บ่าวจะไปเปลี่ยนน้ำมาให้ใหม่อ่างหนึ่ง”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง สะอาดมากแล้ว”
