ไม่ต้องคิดมากก็รู้ว่าต้องเป็นคำสั่งของฉู่หัวชาง
ไม่ว่านางจะทำเพื่อเสิ่นอันเหอ หรือเพื่อชาวบ้านคนอื่น อย่างไรเสียนางก็ให้คนเอายามาส่งจริง ๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
แม้จะมีวาสนาต่อกันเพียงครึ่งปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสิ่นอันเหอทิ้งรอยไว้ในใจของฉู่หัวชางจริง ๆ
พอคิดได้ดังนี้ ใจของเสิ่นเยว่เจียวก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย
นางเลิกครุ่นคิดเรื่องตามหายากับคาราวาน แต่ให้ชิวจวี๋ช่วยแลกเงินเหล่านั้นเป็นธนบัตรฉบับละร้อยตำลึง แล้วขอร้องให้อิ๋นเหยาผู้มีฝีมือเย็บปักดีที่สุดช่วยเย็บสายคาดเอวให้หนึ่งเส้น ซ่อนธนบัตรร้อยตำลึงนั้นไว้ในซับใน แล้วเขียนจดหมายอีกฉบับ ฝากเหวินเจาให้คนนำไปส่งที่เมืองอานเซียนให้เสิ่นอันเหอ
เมื่อคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรเล่มสุดท้ายใกล้คัดลอกจบ เสิ่นเยว่เจียวฟุบลงกับโต๊ะ แม้แต่แรงจะลุกก็ยังไม่มี
อิ๋นเหยาร้องไห้พลางช่วยนางเก็บม้วนคัมภีร์ นับได้ห้าสิบเล่มเต็ม ๆ กองสูงเท่าครึ่งคน
คราวนี้ท่านจางกลับมา โยนเงินห้าตำลึงใส่นาง ใบหน้าบูดบึ้งอย่างยิ่ง เอ็ดว่า “หากเจ้าเอาความมุมานะเช่นนี้ไปใช้กับการเล่าเรียนเขียนอ่าน ข้าก็จะดุเจ้าน้อยลงหน่อย”
ตอนนี้มีเงินเหลือติดมือ เสิ่นเยว่เจียวจึงคืนเงินมัดจำให้ท่านจาง ท่านอาจารย์ไม่รับ สั่งให้นางพักผ่อนสองวันแล้วค่อยมาเรียนต่อ
หลังจากนั้น นอกจากเข้าเรียนทุกวันแล้ว เสิ่นเยว่เจียวยังรับงานคัดลอกตำราเป็นบางครั้ง
ทว่านางทำได้ แต่ไม่ยอมให้อิ๋นเหยาและคนอื่น ๆ ทำอีก พอคัดตำราได้เงินแล้วก็เก็บออมไว้
ชั่วพริบตาก็ถึงเดือนสิบสอง เกล็ดหิมะถูกวายุหนาวพัดพา กระหน่ำปะทะเส้นทางหลวงอันว่างเปล่า
