เย่หมีเยว่ฟังคำพูดนี้แล้วนิ่งอึ้ง นางอ้าปากเล็กน้อย
คิดทบทวน จากนั้นพยักหน้าเบา ๆ
อืม มีเหตุผลนะ
ดังนั้น นางจึงหยิบถุงน่องตาข่ายชุดนั้นขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ
เมื่อนางกลับออกมาอีกครั้ง หวังเสียนก็เห็นเรียวขาเรียวยาวเหลือคณาที่หุ้มด้วยถุงน่องตาข่ายสีดำกำลังเดินตรงมาหาเขา
ภาพงดงามเช่นนี้ ช่างยากหาพบในแดนมนุษย์
น่าเสียดายที่มิใช่กระโปรงสั้น
หวังเสียนนอนคว่ำลงบนเตียงอีกครั้ง เผยแผ่นหลังที่สมส่วนและแข็งแกร่ง
“ยังคงเป็นตำแหน่งเดิม”
“ครานี้ใช้วิชายืนหลัก หลักหุนเทียน”
“เคยฝึกยืนบ้างหรือไม่”
“อืม…ไม่ค่อยคุ้น…”
ได้ยินคำตอบ หวังเสียนมิได้แปลกใจเท่าไร
วิชายืนหลักเป็นพื้นฐานของยุทธ์เก่า แม้ยุทธ์เก่าจะค่อย ๆ ถูกกาลเวลาผลักไส แต่ก็ยังคงหลงเหลือแก่นแท้บางอย่างไว้
วิชายืนหลักก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยทั่วไปหลังจากตรวจวัดพรสวรรค์พลังชีวิตตอนเข้าเรียนแล้ว จะมีการถ่ายทอดวิชายืนหลักให้แก่ผู้เรียน
โดยธรรมชาติแล้ว ก็เพื่อให้ผู้ฝึกมีร่างกายแข็งแรงขึ้นเท่านั้น
เพียงแต่ในยุคนี้ กระแสคลื่นแห่งยุทธ์ใหม่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ผู้เรียนส่วนใหญ่จึงมิให้ความสำคัญกับวิชายืนหลัก
อย่างไรเสีย ขอแค่ปลุกพรสวรรค์ทางยุทธ์ได้ ควบคุมพลังเหนือสามัญได้ เรื่องอื่นก็ไม่สลักสำคัญนัก
ก็เหมือนกับกระบวนท่าบริหารร่างกายของพลเรือนก่อนหน้านี้
แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นหลักหุนเทียนหรือกระบวนท่าบริหารร่างกาย ล้วนเป็นสิ่งที่ชาติทุ่มเทหลายสิบปีสกัดกลั่นออกมาจากระบบยุทธ์เก่า
มันจะง่ายดายปานนั้นได้เยี่ยงไร
ในชาติภพก่อน หวังเสียนฝึกฝนหลักหุนเทียนนี้วันแล้ววันเล่า กระทั่งบรรลุถึงขั้นเจ็ด กลายเป็นปรมาจารย์สายยุทธ์เก่า
จากนั้นยังได้ร่วมศึกษาวิจัยกับผู้แข็งแกร่งสายยุทธ์ใหม่จำนวนมากอยู่เนิ่นนาน แล้วผ่านการปรับปรุงแก้ไขด้วยตนเองอีกหลายหลากวิธีจนค้นพบว่า วิชายืนหลักนี้หากประสานกับการหายใจตามวิธีการบางอย่าง จะสามารถยกระดับรากฐานและศักยภาพของผู้ฝึกยุทธ์ใหม่ได้อย่างมหาศาล
ในยุคนั้นก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ก้าวข้ามยุคสมัยเช่นกัน
ภายหลังต้องผ่านการพิสูจน์ยืนยันเนิ่นนานนับสิบกว่าปี
กระทั่งหวังเสียนผ่านการต่อสู้ฟาดฟันอย่างยาวนานในสมรภูมิต่างดาว จึงได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด
สุดท้ายคณะกรรมการยุทธ์สูงสุดทั้งห้าของหน่วยปกครองสูงสุดหลงกั๋วเป็นผู้กำหนดและให้ชื่อว่า 'ปราณหัตถ์ผสานหุนเทียน'
คือเคล็ดวิชาฝึกปรือพื้นฐานที่ผสานวิชายืนหลักของยุทธ์เก่าเข้ากับวิธีหายใจของยุทธ์ใหม่
เพียงแต่นั่นล้วนเป็นเรื่องราวอีกหกสิบปีให้หลัง
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้เห็นปราณหัตถ์นี้ได้รับการเผยแพร่ ตัวหวังเสียนเองก็สิ้นลมไปเสียก่อน…
“ยืนให้ดี ยืนให้มั่น ยืนให้ถูกวิชา หลักสามประการของวิชายืนหลัก เจ้านี่ไม่เข้าเรื่องสักอย่างเลย”
หวังเสียนหันหน้ามาชำเลืองมองคราหนึ่ง “คุณหนูเย่ นักเรียนดีเด่นไม่ใช่รึ วิชายืนหลักฝึกไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าไหร่นี่ ยืนยังไม่มั่นคงเลย จะใช้เท้าเหยียบ…นวดข้าได้เยี่ยงไร”
“…….”
เย่หมีเยว่มิปริปาก แววตามิได้มีท่าทีไม่ยอมจำนน ทว่ากลับแฝงแวบแห่งความขวยเขิน
ในความเป็นจริง นางยืนได้ดีมากแล้ว
แน่นอนว่าดีนี้เทียบกับเหล่าผู้เรียนอื่นในวิทยาลัย…
สำหรับหวังเสียนในตอนนี้แล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว เพียงแค่ชายตามองก็ไม่เห็นสักจุดที่ผ่านเกณฑ์
“หัวไหล่ทั้งสองข้างลดลงอีกหนึ่งนิ้ว มือไร้เรี่ยวแรงก็พนมมือประสานแนบชิดข้างกาย…”
“เท้าทั้งสองอย่าชิดกันเกินไป ถ่างออกไปอีกหน่อยสิ!”
“…….”
หวังเสียนชี้นิ้วชี้แนะไม่หยุด
มิช้ามินาน เย่หมีเยว่ซึ่งสวมถุงน่องตาข่ายสีดำก็เริ่มตั้งท่วงท่า เรือนร่างทั้งร่างตึงแน่นประดุจสายธนู
กางเกงขายาวหลวมโคร่งที่สวมอยู่ บัดนี้ก็ตึงรัดแน่นพลันเผยให้เห็นเส้นโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบของเรียวขานาง ราวกับบรรจงร่างแต้มด้วยพู่กัน
ผ่านไปไม่กี่นาที
“ยกเท้าดูหน่อย…”
เย่หมีเยว่ได้ยินเสียงก็ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น ร่างท่อนล่างยังทรงตัวอยู่ได้ แต่ร่างท่อนบนกลับเสียจุดศูนย์ถ่วง เริ่มส่ายโยกเล็กน้อย
ในสายตาของหวังเสียน ทันใดนั้นก็ปรากฏกระต่ายน้อยสองตัว เริ่มสั่นกระเพื่อมเบา ๆ
“วิชายืนหลักยังต้องฝึกอีกมาก… ถ้ามีค่าความชำนาญ เจ้านี่ก็ระดับแค่รู้พื้นฐาน 100/50 เท่านั้น…”
หวังเสียนจ้องมองพลางชี้นำแก้ไข
ยืนหลักได้แค่ไม่ถึงสิบนาที เท้าทั้งสองก็เริ่มสั่นเล็กน้อยแล้ว
เย่หมีเยว่ถูกกล่าวขานจนก้มหน้าลง ปลายหูแดงก่ำ
“เอาล่ะ ต่อไปเจ้าหายใจเข้าออกตามวิธีที่ข้าบอก…”
“ฟังให้ดี รับเข้าสู่จิตใจ ใช้ลมปราณเคลื่อนกาย บ่มเพาะเรี่ยวแรง จมสู่วังตันเถียนดั่งสมุทร ใจว่างกลางสมุทรลมปราณ…”
ปราณหัตถ์ผสานหุนเทียนก็เป็นแค่คำภีร์ร้อยกว่าตัวอักษร ฟังดูแสนธรรมดา แต่หากไร้ผู้ชี้แจง ต้องการควบคุมให้สมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
หากสามารถควบคุมถึงขั้น 'ยืน เดิน นั่ง นอน' ล้วนหมุนเวียนได้ดังใจคิด ถึงจะนับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย
หวังเสียนวิเคราะห์ทีละอักษร ประกอบกับตัวเย่หมีเยว่เองก็เฉลียวฉลาด ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถควบคุมได้เจ็ดแปดส่วน
เมื่อมีเคล็ดฝึกปรือนี้ ท่วงท่ายืนหลักของเย่หมีเยว่ก็มั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งกลิ่นอายยังดูดีขึ้นกว่าก่อนหน้ามาก
“ปรับตัวได้พอสมควรแล้ว เริ่มนวดได้”
หวังเสียนหาวนอนหวอดหนึ่ง เสียเวลาสอนมาตั้งนาน ถึงเวลาสุขสบายเสียที
มิเสียแรงที่หวังเสียนอุตส่าห์สอนให้ตั้งมาก เย่หมีเยว่ใช้เท้าเหยียบนวดอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะแววตาที่เปี่ยมไปด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจังนั้น ยากจะจินตนาการว่าตอนนี้นางกำลังสวมถุงน่องตาข่ายใช้เท้านวดให้บุรุษผู้หนึ่ง
ท่วงท่าเคร่งขรึมจริงจัง กำลังกระทำสิ่งต่ำช้าสามานย์
ช่างทั้งบริสุทธิ์และเย้ายวน
“ถ้าเปลี่ยนเป็นแม่นางชาเขียวน้อยเฉินอวี้ถิงผู้นั้นมา เกรงว่า…”
ในหัวของหวังเสียนพลันนึกถึงเงาร่างอีกร่างหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เหลือบมองเวลา เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้ของเย่หมีเยว่ ใจของหวังเสียนก็พลันไหว
รอจังหวะที่เย่หมีเยว่จะเหยียบเท้าลงครั้งถัดไป หวังเสียนก็เอียงกายเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย
ปลายเท้าที่เคลือบด้วยครีมบำรุงลื่นหลุดพลาดท่า เหยียบวืดลงไปทันที
ปัง——!
เสียจุดศูนย์ถ่วง เย่หมีเยว่ล้มลงมาในพริบตา กระแทกนั่งเต็มแรงลงบนแผ่นหลังของหวังเสียน
ชั่วขณะนั้น หวังเสียนรู้สึกราวกับร่างถูกวุ้นใสปะทะใส่ สะเทือนกระเพื่อมไปทั้งร่างหลายระลอก
“อะไรกัน! อะไรกัน”
หวังเสียนหันขวับกลับมา มองเย่หมีเยว่ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความขวยเขินลนลานพลางถาม “สำนักมวยลุงข้าเป็นนวดแผนไทยถูกกฎหมายนะ! เจ้าหมายความเยี่ยงไร”
“ยั่วยวนข้ารึ”
“ข้ามิได้…” เย่หมีเยว่หน้าซ่านแดง รีบโบกมือพัลวัน
“มิได้ก็ลุกขึ้นสิ ฉวยโอกาสกับข้าหรือ”
“…….”
เย่หมีเยว่รีบลุกขึ้น แต่กลั้นใจจนขอบตาคลอไปด้วยละอองหมอก
“หมดเวลาแล้ว”
กล่าวจบก็กระตุกเท้าแสดงให้เห็นว่าคราวนี้เท้าก็หมดเรี่ยวแรงเช่นกัน
หวังเสียนครางอ้อ สายตาจับจ้องไปเบื้องหลังของเย่หมีเยว่
ฝ่ายหลังคล้ายสัมผัสได้ถึงสิ่งใด เอามือปิดบังสะโพกด้วยท่าทางลนลาน ส่ายหน้าอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว กระทั่งไม่เหลียวกลับก็หมุนตัวจะผละจากไป
ใจคิดว่าการทำพาร์ตไทม์ครั้งนี้ไม่เอาดีกว่า คราวหน้าจะไม่มาอีกเป็นอันขาด
ทว่าหวังเสียนกลับคล้ายมองทะลุความคิดในใจของนาง
“คิดจะไปเสียแล้วหรือ”
“เจ้ายังจะเอาอีกเยี่ยงไร” เย่หมีเยว่หยุดเท้า เสียงเอ่ยต่ำ
หวังเสียนก็สวมเสื้อผ้าเสร็จ ยิ้มน้อย ๆ หยิบบัตรออกมาจากอก
“ในนี้มีสามหมื่น”
เย่หมีเยว่ตะลึง ส่ายหน้า
“ข้าไม่เอา”
“บ้าน่า เจ้าคิดว่าข้าจะยกให้เจ้าหรือ ข้าจะสมัครสมาชิก” หวังเสียนเอ่ยอย่างขบขัน “เจ้าหยุดทุกสัปดาห์มาที่นี่ กดครั้งละพันเป็นทิป นวดครบสามสิบครั้ง เงินนี้ก็เป็นค่าตอบแทนการทำงานของเจ้า”
“ข้าก็ไม่…”
“คิดให้ดีเถิด”
หวังเสียนหยิบมือถือขึ้นมา ตีพิมพ์เบา ๆ ลงในเว็บกระดานทางการของวิทยาเขต “คุณหนูเย่ เจ้าก็คงไม่อยากให้วันพรุ่งนี้บนหน้ากระดานหลักของวิทยาลัยปรากฏ ‘ข่าวคราวเกี่ยวกับเจ้า’ หรอกกระมัง”
เย่หมีเยว่รู้สึกคันศีรษะ นางยกมือขึ้นเกาหน้าผากเล็กน้อย ทั้งอับอายและโกรธกรุ่น
“นานเกินไป!”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าหวังเสียนก็พลันปรากฏรอยยิ้ม ‘ชั่วร้าย’ ขึ้นอย่างพอดิบพอดี
“ถ้าเจ้าต้องการจะได้เงินพวกนี้ด้วยวิธีการอื่นที่เร็วกว่า…ก็ใช่ว่าจะไม่ได้”
สายตาของเขาสแกนขึ้นลง
“ข้านวด!”
