ราตรีคลี่คลุมลงมา
ขบวนรถแล่นมาอย่างเอิกเกริก ก่อนจอดลงริมทะเลสาบเหยียนชี
สวีฉางหลงเปิดประตูรถลงมา สะบัดคอเบา ๆ ลมเย็นหอบเอาความชื้นจากผิวน้ำพัดปะทะใบหน้า
เฟิงเจิ้นเยว่ยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง ชายเสื้อคลุมสะบัดพลิ้วในสายลมยามค่ำคืน ดูสง่างามสมกับเป็นยอดฝีมือ
ศิษย์ทั้งหกยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ด้านหลัง สายตาแต่ละคนคมกริบราวกับกำลังถ่ายทำฉากเปิดของหนังจอมยุทธ์
หลินเหยียนล้วงมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋า ก้าวลงจากรถอย่างไม่รีบร้อน แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ
แสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำ งดงามไม่น้อยเลย
สวีฉางหลงกวาดตามองรอบบริเวณ แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนจากสภาการซื่อไห่ จึงลดเสียงพูดกับเลิงฟงที่ยืนอยู่ข้างกายว่า
“จัดคนไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
เลิงฟงพยักหน้า “พี่หลงวางใจได้ พี่น้องสามสิบแปดคนพกอาวุธครบมือ แบ่งเป็นสามกลุ่มซุ่มอยู่ในป่าทางตะวันออก ต่อให้เป็นหนูก็ไม่มีทางเล็ดลอดเข้ามาได้”
สวีฉางหลงพยักหน้าอย่างพอใจ
เขาคลุกคลีอยู่ในเจียงเป่ยมาสามสิบปี ไม่เคยเอาไข่ไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว
ต่อให้เฟิงเจิ้นเยว่เก่งกาจแค่ไหน หากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมา การเตรียมแผนสำรองไว้อีกชั้นย่อมไม่เสียหาย
รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ฝั่งตรงข้ามก็ยังไม่มีใครปรากฏตัว
สวีฉางหลงแสยะยิ้มให้คนข้างกาย
“ดูท่าเจิ้งซื่อไห่ไอ้แก่คนนั้นคงรู้ว่าอาจารย์เฟิงมาแล้ว เลยกลัวจนไม่กล้าโผล่หัวออกมา!”
เฟิงเจิ้นเยว่เอ่ยถ่อมตัวว่า “บางทีอาจรถติดอยู่ระหว่างทางก็ได้”
แต่รอยยิ้มที่มุมปากซึ่งเก็บอย่างไรก็เก็บไม่อยู่ บ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังภาคภูมิใจเพียงใด
จะว่าเขาลำพองใจก็ไม่แปลก
เขาครองความเป็นใหญ่ในวงการยุทธ์ของเจียงเป่ยมายี่สิบกว่าปี ทั่วทั้งเมืองแทบหาคนที่ฝึกพลังภายในสำเร็จเป็นคนที่สองไม่ได้
เฟิงเจิ้นเยว่คือจุดสูงสุดของวงการยุทธ์ในดินแดนแห่งนี้
กลัวหรือ? เฟิงเจิ้นเยว่จะไปกลัวใครกัน?
เฟิงเจิ้นเยว่เหลือบมองหลินเหยียน แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า
“น้องชาย ไปยืนอยู่ด้านหลังสุด”
“เดี๋ยวถ้าสู้กันขึ้นมาจริง ๆ อย่าเข้ามาใกล้เด็ดขาด การปะทะกันของผู้ฝึกพลังภายในไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ต่อให้เป็นแค่คลื่นหมัดที่กระแทกออกมา ก็อาจทำให้คุณบาดเจ็บสาหัสได้”
