หลังจากผู้บำเพ็ญวัยกลางคนลงถึงพื้น ญาณวิญญาณก็แผ่ปกคลุมพื้นที่รอบกายในรัศมีสามร้อยจั้งทันที ฉีหยางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันไร้รูปร่างที่กวาดผ่านโขดหินซึ่งเขาใช้ซ่อนตัวอยู่
เขานิ่งสนิท ยาอนิมิตผนึกพลังบำเพ็ญของเขาไว้ที่ขั้นสร้างฐานรากช่วงปลายอย่างแน่นหนา เมื่อญาณวิญญาณกวาดผ่าน จึงไม่เกิดความผิดปกติใด ๆ
“ที่นี่เอง คลื่นพลังวิญญาณหายไปแล้ว มาช้าไปก้าวหนึ่ง”
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนขมวดคิ้ว ย่อตัวลงใช้มือสัมผัสผิวเนินดิน
ศิษย์หญิงขยับเข้ามาใกล้ “ศิษย์พี่ ที่นี่จะเป็นรังของสัตว์อสูรหรือไม่?”
“ไม่ใช่”
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนส่ายหน้า กล่าวขึ้นว่า “คลื่นนี้มีสัมผัสของโลหะ เป็นอาวุธวิเศษ มีคนขุดเอาไปก่อนพวกเราแล้ว”
เขาลุกขึ้นยืน แผ่ญาณวิญญาณกวาดตรวจบริเวณกว้างอีกครั้ง
หัวใจฉีหยางเต้นเร็วขึ้นครึ่งจังหวะ ทว่าลมหายใจกับคลื่นพลังวิญญาณยังคงมั่นคงไม่ไหวติง
สายตาของผู้บำเพ็ญวัยกลางคนหยุดอยู่ทางกลุ่มโขดหินสองอึดใจ ก่อนจะเลื่อนไปทางอื่น
“ไป ทางตะวันตก มีศิษย์ส่งข่าวมาว่าพบทางเข้าสู่ซากโบราณสถานของผู้บำเพ็ญโบราณบริเวณลำน้ำแห้งขอด”
ทั้งสามเหินกระบี่ทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปทางตะวันตกอย่างรวดเร็ว
ฉีหยางรออยู่นานถึงหนึ่งเค่อจึงค่อยออกมาจากหลังโขดหิน แล้วถอนหายใจยาว
เกือบไปแล้ว หากเขาช้ากว่านี้อีกก้าว หรือคลื่นพลังวิญญาณที่เกิดตอนขุดกระจกทองแดงรุนแรงกว่านี้อีกสักหน่อย คนที่ถูกล้อมอยู่ตอนนี้คงเป็นเขา
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองช่วงต้นจากสำนักวิญญาณไท่ซวี หากต้องสู้ตรง ๆ ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ แต่ไม่มีความจำเป็น ชนะก็ไม่ได้ประโยชน์ แพ้ก็ตาย ส่วนถ้าเสมอกันก็ยังเปิดเผยร่องรอยของตน
เดี๋ยวก่อน ฉีหยางนึกถึงคำพูดของผู้บำเพ็ญวัยกลางคน ลำน้ำแห้งขอดทางตะวันตก ทางเข้าสู่ซากโบราณสถานของผู้บำเพ็ญโบราณ
ลำน้ำแห้งขอดสายนั้นเป็นเส้นทางที่เขาตั้งใจจะใช้เลี่ยงเข้าไปยังเขตแกนกลาง!
