หลังออกจากสระเทียนหยวน ฉีหยางก็หยิบแผนที่ออกมาศึกษาเส้นทางต่อไป
ในบรรดาจุดที่ยังปักสัญลักษณ์ไว้ ป่าศิลามรณะกับแท่นบูชาสังเวยโลหิตต่างอยู่ใกล้เขตแกนกลางของแดนลับ ส่วนวงกลมตรงใจกลางสุดที่ระบุว่าอันตรายยิ่ง ห้ามเข้าไปนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ด้วยระดับบำเพ็ญขั้นแก่นทองช่วงต้นในตอนนี้ หากจะเข้าเขตแกนกลาง เขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ฉีหยางเลือกไปป่าศิลามรณะก่อน
บนแผนที่ระบุถึงที่นี่ไว้ว่า ศิลาซ่อนวิญญาณ ยามราตรีเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ผู้เข้าไปล้วนตกอยู่ในอันตราย
เขาใช้เวลาเดินทางจากสระเทียนหยวนถึงที่นี่สี่วัน
ระหว่างทางยังสังหารสัตว์อสูรขั้นสองช่วงกลางไปอีกสองตัว เก็บแก่นปีศาจและวัตถุดิบส่วนหนึ่งมาได้
สัตว์อสูรเหล่านี้แข็งแกร่งกว่าพวกที่อยู่เขตรอบนอกอย่างเห็นได้ชัด หนังหนาเนื้อทน ทั้งยังมีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม
แต่เมื่อใช้มีดสั้นประสานกับเข็มกัดวิญญาณ ฉีหยางก็จัดการพวกมันได้อย่างไม่ลำบากนัก เพียงหลังการต่อสู้แต่ละครั้งต้องใช้เวลาฟื้นฟูพลังวิญญาณอยู่บ้าง
ยามพลบค่ำของวันที่สี่ ป่าศิลาประหลาดตาก็ปรากฏตรงหน้าฉีหยาง
ต่างจากป่าศิลาสีเทาในเขตรอบนอก เสาศิลาของป่าแห่งนี้ดำสนิทไปทั้งต้น ราวกับถูกหมึกแช่จนชุ่ม ผิวเรียบลื่นถึงขั้นสะท้อนเงาได้
เสาศิลามีความสูงไม่เท่ากัน ต้นที่เตี้ยที่สุดสูงเพียงระดับเข่า ส่วนต้นที่สูงที่สุดเกินยี่สิบจั้ง พวกมันเรียงชิดติดกันแน่นขนัด มองจากไกล ๆ คล้ายผืนป่าสีดำ
สิ่งที่ประหลาดที่สุดคือรูปร่างของเสาศิลา
บางต้นคล้ายมนุษย์ บางต้นคล้ายสัตว์ บางต้นบิดเป็นเกลียว ราวกับถูกพลังบางอย่างบิดงอมา
ญาณวิญญาณของฉีหยางแผ่เข้าไปในป่าศิลา แต่กลับถูกขวางด้วยสสารพิเศษบางอย่างบนผิวเสาศิลา ระยะตรวจจับจากเดิมหนึ่งร้อยห้าสิบจั้งลดฮวบเหลือไม่ถึงสามสิบจั้ง
ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ทว่าเมื่อนึกถึงคำเตือนบนแผนที่ที่ว่า ยามราตรีจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ฉีหยางจึงตัดสินใจสังเกตการณ์จากเขตรอบนอกก่อน
เขาหาที่นั่งข้างเสาศิลาต้นเตี้ย หยิบเสบียงแห้งออกมากินพลางรอไปด้วย
