ซูชิงหานหยิบแผ่นหยกวิชาออกจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะหินแล้วเลื่อนไปตรงหน้าฉีหยาง
“นี่คือเคล็ดวิชาซ่อนลมหายใจที่ข้าได้มาจากเขตรอบนอกของซากโบราณสถาน แม้จะไม่ล้ำลึกนัก แต่ใช้ซ่อนกลิ่นอายก็เพียงพอแล้ว”
ซูชิงหานลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงสีขาวนวลพลิ้วไหวแผ่วเบาไปตามสายลม
“ทุ่งหญ้ามืดมนแห่งนี้แม้จะอยู่ห่างไกล แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยอย่างแท้จริง เก็บไว้ป้องกันตัวเถิด ตราบใดที่ข้ายังอยู่ในสำนักเสวียนเทียน สวนยาแห่งนี้ก็จะได้รับการคุ้มครองจากข้า”
กล่าวจบ นางก็จากไปทันทีโดยไม่รอให้ฉีหยางเอ่ยขอบคุณ
ฉีหยางมองแผ่นหยกวิชาบนโต๊ะแล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ
ต่างฝ่ายต่างไม่สืบสาวเบื้องลึกของกันและกัน แต่ก็ได้สิ่งที่ต้องการไป นี่คือความเข้าอกเข้าใจโดยไม่ต้องพูดที่เขาต้องการที่สุด
เด็กสาวผู้นี้ไม่เพียงมีพลังแข็งแกร่งขึ้น จิตใจก็เติบโตขึ้นมากเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องให้เขาคอยแอบตามเช็ดตามล้างเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ฉีหยางเก็บแผ่นหยกวิชา ก่อนหมุนตัวเดินเข้ากระท่อมมุงจาก ลงกลอนประตูแล้วตรงไปยังห้องลับใต้ดิน
ความวุ่นวายที่หุบเหวดาวตกค่อย ๆ สงบลงภายในสำนัก สำนักใหญ่ทั้งสามมัวแต่ถกเถียงโยนความรับผิดชอบให้กันเรื่องชิ้นส่วนแผ่นหยกวิชา จึงไม่มีเวลามาสนใจสำนักนอกกับศิษย์รับใช้ระดับล่าง
ชีวิตของฉีหยางกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ภายในห้องลับใต้ดิน บนแท่นหินสำริดมีทรายดาว น้ำนมวิญญาณแห่งสายธารใต้ดิน และพฤกษ์วิญญาณสีดำหลายต้นที่แผ่ไอพิษร้ายกาจวางอยู่
ฉีหยางนั่งขัดสมาธิ ดวงตาเป็นประกายเร่าร้อน
เขาเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะมีคุณสมบัติปรุงโอสถสร้างฐานรากได้ นั่นก็คือบรรลุชั้นฝึกปราณสิบสองสมบูรณ์!
มีเพียงเมื่อถึงขอบเขตนั้น พลังวิญญาณในร่างจึงจะมากพอรองรับการสิ้นเปลืองอันมหาศาลในการปรุงโอสถสร้างฐานราก
เขาเปิดจุกน้ำเต้าดำลึกลับที่เก็บไว้แนบกาย แล้วหยดของเหลวสีเขียวมรกตลึกลับหนึ่งหยดลงบนหญ้าพิษชั้นยอดที่มีชื่อว่าดอกกลืนเส้นชีพจร
