ฟู่ลี่เยี่ยนใช้มือข้างหนึ่งเท้าหัว อีกข้างวางพาดบนรถเข็น เขาเหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนยกมุมปากขึ้นยิ้ม “ในแวดวงนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณรักภรรยา เพราะฉะนั้น น้ำใจครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กใช่ไหมล่ะ”
ในฐานะนักธุรกิจใจดำเหมือนกัน เซินว่างจึงสัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“นอกจากเรื่องน้องสาวผม เรื่องอื่นที่อยู่ในขอบเขตความสามารถของผม คุณขอมาได้เลย”
ฟู่ลี่เยี่ยนตอบว่า “แต่ผมสนใจแค่เรื่องน้องสาวคุณเท่านั้น”
อวี้หว่านจื่อที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับงุนงงไปหมด
น้องสาวอะไรกัน?
ไม่นานนัก บุคลากรมืออาชีพหลายคนในชุดกาวน์สีขาว สวมหน้ากากกับหมวกทางการแพทย์สีฟ้าก็เดินเข้ามา
มองแวบแรกเหมือนนักนิติเวชเลย
อวี้หว่านจื่อหันไปมองฉีเจิ้งเหยาที่หมดสติอยู่บนโซฟา “เขา…เขาตายแล้วหรือเปล่า?”
“ไม่ตายหรอก” เซินว่างหยิบอมยิ้มเม็ดสุดท้ายในกระเป๋ามาทำท่าราวกับเป็นบุหรี่ ก่อนโยนใส่ตัวฟู่ลี่เยี่ยน “อาจเป็นเพราะดึกเกินไปแล้ว คุณฟู่อายุมาก ทนอดนอนไม่ไหวจนเห็นภาพหลอน คิดว่าน้ำใจเล็ก ๆ แค่นี้จะทำให้ผมขายคนในครอบครัวได้หรือไง?”
ฟู่ลี่เยี่ยนยิ้ม “คุณคิดมากไปแล้ว ผมแค่อยากให้คุณอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องความรักของน้องสาวคุณ อย่างเช่น…ครั้งก่อนที่คุณช่วยไอ้หนุ่มแซ่โจวให้ได้เจอเสี่ยวโยว”
พอพูดจบ เซินว่างก็กลายเป็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด
เมื่อครู่ยังบอกว่าไม่เข้าไปยุ่งอยู่เลย ผลสุดท้ายอีกฝ่ายกลับยกหลักฐานมาตบหน้าเขาตรง ๆ
