เซินจิ้นเหนียนยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา “อย่าร้องไห้เลย”
“คุณตาไม่เป็นไร”
ฟู่เยี่ยนทนดูภาพตรงหน้าไม่ไหว จึงยืนแอบเช็ดน้ำตาอยู่ข้าง ๆ แล้วถามฉีเจิ้งเหยาเสียงเบา “เป็นโรคอะไรครับ ทำไมจู่ ๆ ถึง…”
“มะเร็งปอด”
“มะเร็งปอดเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปหยิบเวชระเบียนบนโต๊ะขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดทุกตัวอักษร ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
พูดถึงมะเร็งปอดแล้ว ไม่มีใครคุ้นเคยไปกว่าเขา ตั้งแต่เด็กก็ได้ยินได้เห็นเรื่องนี้มาโดยตลอด
เขาพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่ถูกกาลเทศะ “คุณปู่เซิน บางทีคุณอาจยังมีทางรักษานะครับ”
ฟู่เยี่ยนพูดว่า “พี่ชายผมครับ พี่ชายผมเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ก่อนหน้านี้ผมได้ยินว่าเขาจัดสัมมนาที่ต่างประเทศ รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศมาศึกษาวิจัยเรื่องมะเร็งปอด”
“โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลทั่วไป การศึกษาวิจัยโรคบางชนิดอาจไม่ละเอียดพอ คุณอยากลองดูไหมครับ?”
เซินจิ้นเหนียนยิ้มแล้วส่ายหน้า “ฉันแก่ขนาดนี้แล้ว อย่าทรมานกันอีกเลย มีชีวิตอยู่มาจนถึงอายุเท่านี้ ฉันก็พอใจแล้ว”
“แค่ก…แค่ก ๆ…” เซินว่างสวมชุดผู้ป่วยลายทางสีฟ้าขาว ไม่รู้มายืนอยู่ตรงประตูตั้งแต่เมื่อไร “คุณตา ลองดูเถอะครับ”
ฉีเจิ้งเหยาประคองเขาเดินเข้าไป “เนี่ยนเนี่ยนยังไม่ตาย ผมจะตามหาเธอกลับมาให้ได้ คุณตาต้องได้เห็นวันที่ผมกับเธอแต่งงานกันแน่…”
ฟู่เยี่ยนพูดว่า “พี่ว่าง พี่สะใภ้…”
“ฉันบอกว่าเธอยังไม่ตาย ก็คือยังไม่ตาย!” ริมฝีปากของเซินว่างสั่นระริก ขอบตาแดงก่ำ “เธอต้องโกรธฉันแน่ ๆ…พอหายโกรธแล้วเธอก็จะกลับมาเอง…”
