บทที่ 2 ฉินเอ่อน่าผู้งามบริสุทธิ์ดั่งหยก
สามวันต่อมา นอกเมืองอวี๋โจว
กระบี่ปราณจากทิศตะวันออก พุ่งทะยานสามสิบจั้ง
จากนั้น บุปผาเหมยปลิวว่อนทั่วฟ้า เงาร่างสะคราญโฉมบริสุทธิ์เยี่ยงเซียนก้าวทะยวงมาบนกระบี่ ทรงพลังยิ่งใหญ่ มาพร้อมขบวนโอ่อ่า
"ว้าว มาแล้ว ๆ กระบี่เซียนบุปผาเหมยมาแล้ว!"
ในเมืองอวี๋โจว ชาวเมืองแหงนมองกระบี่เซียนบุปผาเหมยผู้เหยียบกระบี่มา สีหน้าเปี่ยมความเคารพเลื่อมใส
สายลมเชยผ่าน บุปผาเหมยอันตรธาน ฉินเอ่อน่าร่อนลงพื้น เก็บกระบี่เก่าแก่
มองเนตรไป หญิงงามดุจเซียนสู่แดนมนุษย์ คิ้วดั่งวาด งามเกินจริง อาภรณ์ขาวสะอาดผุดผ่อง ไร้มลทิน
"เทพธิดา ข้ารักเจ้า เทพธิดา เจ้าคือแบบอย่างของข้า!"
ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจ มีหลี่จื่อเยี่ยที่ไร้เรื่องทำ มองอากัปกิริยาออกโรงของฉินเอ่อน่าที่โอ่อ่าเต็มยศ พลางรับบทเป็นผู้ชมสมทบ ชูแขนขึ้น โบกไปมา พลางตะโกนสุดเสียง
"..."
"..."
อาจเพราะเสียงตะโกนของหลี่จื่อเยี่ยดังเกินไป ชาวบ้านรอบข้างหันมามอง เขามองหลี่จื่อเยี่ยคล้ายมองคนโง่ ล้วนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เช่นนั้น หลี่จื่อเยี่ยกลายเป็นจุดรวมสายตาที่สุดใต้หล้า
"เทพธิดา... ข้ารัก..."
เห็นดังนั้น สีหน้าหลี่จื่อเยี่ยแข็งค้าง คำว่าเจ้ากล้ำกลืนกลับไปอย่างทุลักทุเล
เป็นอะไรไป เหตุใดไม่มีใครตะโกนแล้ว?
การปรากฏตัวของผู้ยิ่งใหญ่ก็เช่นนี้มิใช่หรือ? ข้าส่งเสริมเต็มที่แล้ว!
"นี่มิใช่บุตรชายของหลี่ไป่หว่านรึ เหตุใดจึงเป็นคนโง่เสียแล้ว"
"หาเคยรู้ไม่ มิทราบเมื่อก่อนบุตรชายหลี่ไป่หว่านเป็นคนโง่หรือ?"
"พวกเจ้ารู้อะไร คุณชายหลี่น้อยนี้เป็นอัจฉริยะ อัจฉริยะมักมีสิ่งแปลกแยกจากสามัญ เรียกว่ามีบุคลิกต่างหาก"
ในหมู่คน มีคนจำหลี่จื่อเยี่ยได้ กระซิบกระซาบ บ้างสงสัย บ้างชื่นชม
แน่นอน ผู้ที่ชื่นชมนั้น ล้วนลืมตาพูดปดชัด ๆ
"..."
หลี่จื่อเยี่ยจนใจอย่างหนัก เห็นไม่ดีเข้า จึงไม่พูดพล่าม ปิดใบหน้าก่อน แล้วเดินคอตกจากไป
ขายหน้าแล้ว!
หน้าแนวคน ฉินเอ่อน่ามองหลี่จื่อเยี่ยที่เดินคอตกจากไป แววตาฉายแววครุ่นคิด
คนโง่งั้นรึ?
จวนหลี่ หลี่จื่อเยี่ยกลับมาแล้ว ริมทะเลสาบสวนหลัง จางลาที่ยังคงหลับตาพักจิตอยู่ นัยน์ตาไม่ลืมขึ้น เอ่ยถาม "เห็นแล้วรึ?"
หลี่จื่อเยี่ยลูบจมูกแหย ๆ "เห็นแล้ว"
"เป็นใด ฉินเอ่อน่าผู้นั้นคู่ควรเป็นอาจารย์ของเจ้าหรือไม่?" จางลาทีเอ่ยราบเรียบ
หลี่จื่อเยี่ยหยุดฝีเท้า เพ่งพินิจตาเฒ่าซอมซ่อตรงหน้านานพักหนึ่ง กล่าวว่า "ท่านจาง ท่านกำลังยั่วเย้าข้าหรือ?"
"ใช่" จางลาทีพยักหน้า
"ท่านจางเฒ่า เจ้าคนที่ยอมขายศักดิ์ศรีเพื่อสุรากลีบเมาเพียงสิบไห ยังมีหน้ามายั่วเย้าผู้อื่น"
หลี่จื่อเยี่ยเหน็บแนม แล้วทรุดตัวลงนอนข้างกายท่านจางเฒ่า ถามว่า "ท่านจาง ข้ามองว่าท่านฉินนั้นอายุยังน้อย เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงหรือนางเก่งกาจเพียงนั้น?"
"วิถียุทธ์ ใช่ว่าดูที่อายุเท่านั้น"
จางลาทีหลับตานิ่ง กล่าวราบเรียบ "เจ้าย่อมต้องยอมรับว่า บนโลกนี้มีคนอยู่หนึ่งประเภท เรียกว่าอัจฉริยะ ฉินเอ่อน่าผู้นั้นเป็นอัจฉริยะในหมู่ อัจฉริยะ"
"น่าอิจฉายิ่งนัก" หลี่จื่อเยี่ยทอดถอนใจ
"ผู้คนย่อมมีสิ่งที่เก่งและสิ่งที่ไม่เก่ง ฝืนไม่ได้ เจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดหนักหนา" จางลาทีกล่าว
"เช่นนั้น สิ่งที่ข้าเก่งคือสิ่งใด?" หลี่จื่อเยี่ยถาม
จางลาทีนิ่งเงียบ นิ่งเงียบต่อไป เนิ่นนานเท่าใดไม่รู้ จึงเอ่ยขึ้นว่า "เจ้ารูปร่างหน้าตายังพอได้ เรียกได้ว่าภายนอกงามดั่งทองหยก"
"ท่านจาง ท่านด่าวาจาดูดีขึ้นทุกที นับถือ"
หลี่จื่อเยี่ยยิ้มไม่ถึงตา ท่านจางเฒ่านี้ด่าผู้คนไม่ใช้คำหยาบ ภายนอกงามดั่งทองหยก ประโยคต่อมาก็คือภายในรกร้างดั่งปุยฝ้ายนั่นเอง
"เหตุใด ถูกต้องตามที่ตาเฒ่าข้าว่าไม่ใช่หรือ?"
จางลาทีเอ่ยราบเรียบ "ได้ยินว่า เมื่อคืนนี้มีสาวใช้เล็ก ๆ ในจวนบุกเข้าห้องเจ้าอีก เป็นอย่างไรบ้าง ร่างบริสุทธิ์ยังอยู่หรือไม่?"
"ไปให้พ้น!"
หลี่จื่อเยี่ยเอ่ยอย่างจนใจ "หน้าตาดีหาใช่ความผิดของข้า ข้าเองก็ลำบากใจยิ่ง"
"คำพูดนี้น่าชกนัก" จางลาทีว่า
"ท่านจาง ข้าตัดสินใจแล้ว!"
หลี่จื่อเยี่ยพลันลุกขึ้นนั่งตัวตรง สีหน้าแน่วแน่ "ข้าจักต้องคารวะท่านฉินเป็นอาจารย์ให้ได้ เข้าสู่หนทางวิถียุทธ์ แล้วเลื่องลือทั่วหล้า หาผู้ใดเทียมทัน"
จางลาทีลืมตาขึ้น ประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าพักหนึ่ง เนิ่นนาน จึงถาม "เจ้าเอาจริงหรือ?"
"แน่นอน"
หลี่จื่อเยี่ยผงกศีรษะ
"วัยเยาว์ดีนัก"
จางลาทีรำพึง "แม้แต่ฝันกลางวันยังกล่าวได้มีพลังจิตอันน่าเกรงขามเพียงนี้"
"..."
ตาเฒ่านี่ใจร้ายนัก หลี่จื่อเยี่ยขี้เกียจใส่ใจเขา
"คุณชาย นายท่านเรียกเจ้าค่ะ"
ขณะนั้น มีบ่าวชายคนหนึ่งก้าวฉับ ๆ เข้ามา เอ่ยอย่างร้อนรน
"เรื่องใด?" หลี่จื่อเยี่ยถาม
"กระบี่เซียน กระบี่เซียนบุปผาเหมยมาแล้ว" บ่าวชายว่า
"ท่าน... ท่านฉิน?"
หลี่จื่อเยี่ยได้ยินพลันลุกพรวด ตกตะลึง "เร็วเพียงนี้"
สิ้นคำ หลี่จื่อเยี่ยรีบก้าวฉับ ๆ ตรงไปลานหน้าทันที
"สมเป็นหนุ่มสาว ใจร้อนนัก"
ริมทะเลสาบ จางลาทีหลับตาลงอีกครั้ง ท่าทางสบายนัก
ลานหน้า โถงใหญ่
หลี่ไป่หว่านสวมมาดประจบประแจงเต็มที่ อยู่เป็นเพื่อนฉินเอ่อน่า เพื่อภารกิจไหว้ครูของบุตรชาย หน้าตาล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ
"เทพธิดา ชานี้ถูกปากรึไม่"
"เทพธิดา ข้ามีชาอวิ๋นอู้ดีๆ อีกนะขอรับ"
"เทพธิดา ดื่มสุราหรือไม่ จวนข้ามีสุรากลีบเมาถึงสิบปี และสุราบุปผางามอีก ยี่สิบปี"
"เทพธิดา..."
"เทพธิดา..."
ครั้นหลี่จื่อเยี่ยมาถึงโถงใหญ่ เห็นท่าทางประจบประแจงของบิดาพลันอยากจับยัดลงซอกพื้นดิน
ขายหน้ายิ่งนัก!
"เทพธิดา เดินทางมาหลายวัน คงเหนื่อยล้า ข้าเคยเรียนเคล็ดนวดกับหมอใหญ่ในจวน จะช่วยบีบนวดผ่อนคลายให้ดีหรือไม่?" หลี่จื่อเยี่ยก้าวเร็วๆ เข้าไป ยิ้มแฉ่งดังบุปผา
"ไม่ต้อง"
ฉินเอ่อน่าไม่กินเส้นของสองพ่อลูกนี้ ท่าทีเย็นชา "ข้ามาด้วยเหตุผลใด เจ้าคงทราบดี เงื่อนไขการรับศิษย์ของข้าง่ายนัก เพียงผ่านการทดสอบของข้า ก็จะคารวะข้าเป็นอาจารย์"
"ทดสอบอะไร?"
หลี่จื่อเยี่ยมีกะจิตกะใจขึ้นทันที ถาม
ข้างๆ หลี่ไป่หว่านก็เบียดเข้ามา เงี่ยหูฟัง
"อย่าบังข้า หน้าเจ้าบึ้กเกินไป"
หลี่จื่อเยี่ยผลักใบหน้าหลี่ไป่หว่านออกไป เอ่ยอย่างจนใจ
หลี่ไป่หว่านยิ้มเจื่อนๆ พร้อมขอโทษ แล้วถอยหลังสองก้าว
"สามเรื่อง"
ฉินเอ่อน่ามองดูพ่อลูกที่แปลกประหลาด กล่าวราบเรียบ "ทำให้เสร็จสามเรื่อง ข้าจึงจะยอมรับว่าเจ้าผ่านการทดสอบ"
"สามเรื่อง?"
หลี่จื่อเยี่ยใจเต้นตึกตัก มากเพียงนี้ ท่านฉินนี่รับมือง่ายๆ ไม่ได้เลย
"แน่นอน ใช่ว่าจะให้เจ้าทำสามเรื่องพร้อมกัน ข้าจะให้เวลาเจ้า วันนี้ ข้ามาเพื่อบอกการทดสอบแรกแก่เจ้าเท่านั้น"
ฉินเอ่อน่ายืนขึ้น "เรื่องแรก ให้เวลาหนึ่งวัน หาหรือหลอมกระบี่เล่มหนึ่ง ต้องมีฝีมือเป็นเอก ไม่เหมือนสามัญ"
สิ้นคำ ฉินเอ่อน่ามิได้อยู่ต่ออีกสักนิด มิได้เอ่ยชี้แนะใดๆ ก้าวเท้าออกจากโถงหลัก แล้วปลีกตัวจากไปอย่างไร้รอยมลทิน
ในโถงใหญ่ พ่อลูกสบตากัน สีหน้าล้วนมีนัย
"ท่านฉินนี่ปล่อยทางให้หรือ?" หลี่จื่อเยี่ยฉงน ถาม
ใครบ้างไม่รู้ว่าบิดาของเขารวย เพียงกระบี่เล่มเดียว ต่อให้หมื่นเล่มก็ซื้อได้
"น่าจะมีกลใดหรือไม่ ท่านเทพธิดาฉินว่าไว้ ต้องมีฝีมือเป็นเอก" หลี่ไป่หว่านค่อนข้างกังวล ถาม
หลี่จื่อเยี่ยมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม "ท่านพ่อ ท่านอย่าไร้เดียงสานักสิ ฝีมือเป็นเอก ไม่เหมือนสามัญ นี่เทียบเท่าข้อสอบปลายเปิด ถูกต้องหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับท่านฉินผู้เดียว"
พูดถึงนี้ หลี่จื่อเยี่ยพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ถามอย่างร้อนรน "ใช่แล้วท่านพ่อ ตอนท่านฉินมา ท่านยัดเงินให้หรือไม่?"
"ดูความจำข้าสิ"
หลี่ไป่หว่านตบต้นขาฉาด ท้องกระเพื่อม เศร้าสลด "มัวแต่ต้อนรับท่านเทพธิดา ลืมเรื่องนี้เสียสนิท"
"ท่านหลี่ ทำไมท่านไม่ลืมกินล่ะ!"
หลี่จื่อเยี่ยทุบอกด้วยความแค้นดั่งเหล็กไม่หลอม "ยังไม่รีบส่งคนไปสืบว่าท่านฉินพักที่ไหน แล้วเอาเงินไปให้อีก!"
"ไม่ต้องสืบแล้ว ฉินเอ่อน่าผู้นั้นเข้าเมือง ข้าก็ส่งคนตามไปแล้ว"
ขณะนั้น นอกห้องโถง หญิงผู้มีโฉมงามสะคราญ หุ่นทรวดทรงองเอว เอวบางร่างน้อย ก้าวเข้ามา น้อมคำนับหลี่ไป่หว่านอย่างเคารพ เรียก "ท่านพ่อ"
"พี่โยวเวย"
เห็นผู้มา หลี่จื่อเยี่ยรีบเข้าไปหา เต็มไปด้วยใบหน้าชื่นบาน "ดีจริง ชอบพี่โยวเวยจัดการเรื่อง ทำสิ่งใดก็น่าวางใจ ไม่เหมือนท่านพ่อ ไร้ซึ่งความวางใจใดๆ"
หลี่โยวเวยยิ้มน้อยๆ เอ่ยเบา "สายตาเจ้าน้อยไม่เลว ฉินเอ่อน่าผู้นั้นงามสง่า สะโพกก็เชิดดูดี เห็นแวบแรกก็รู้ว่าเพาะบุตรง่าย ไหว้ครูก่อน แล้วค่อยจับมา แผนการชั้นเซียน"
หลี่จื่อเยี่ย: "..."
หลี่ไป่หว่าน: "..."
คำร้ายกาจ...คำร้ายกาจนัก!
"พี่โยวเวย"
หลี่จื่อเยี่ยรีบเบี่ยงเบนเรื่อง "เจ้าบอกว่าส่งคนตามท่านฉินไปตลอด แล้วสืบได้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด?"
"ตะวันตกเมือง โรงเตี๊ยมเยว่ไหล กิจการของตระกูลเรา ไม่มีอะไรพิเศษ มีเพียงคำเดียว คือ แพง! อธิบายได้ว่าท่านเทพธิดาฉินนี้เป็นคนพิถีพิถันยิ่ง" หลี่โยวเวยว่า
"พิถีพิถันยิ่งก็ดี ท่านพ่อ ฟังชัดแล้วหรือไม่!"
หลี่จื่อเยี่ยได้ฟัง หันกลับมาทันที ตวาด "รีบไปเตรียมของขวัญ ต้องล้ำค่า ให้ล้ำค่าที่สุดได้ยิ่งดี ต้องให้ท่านฉินรับรู้ถึงความจริงใจของเรา"
"จะไปเดี๋ยวนี้"
หลี่ไป่หว่านหัวเราะแหยๆ จากโถงใหญ่ออกไป เตรียมการก่อน
เห็นบิดาจากไป หลี่จื่อเยี่ยหันกลับไปมองพี่สาวใหญ่ในโถง ยิ้มพลางเอ่ย "พี่โยวเวย อีกครู่คงต้องรบกวนเจ้านำของไปให้ท่านฉิน คนอื่นข้าไม่วางใจ"
"อืม"
หลี่โยวเวยผงกศีรษะ ตอบเสียงแผ่วเบา "เรื่องของเจ้าน้อย คือเรื่องสำคัญที่สุดของตระกูลหลี่"
ตะวันลับฟ้า ยามอาทิตย์อัสดง โรงเตี๊ยมเยว่ไหล หลี่โยวเวยมาด้วยตนเอง
"ก๊อก ๆ"
เคาะประตู ครู่หนึ่ง ฉินเอ่อน่าเปิดประตู
"หลี่โยวเวย พี่สาวใหญ่ของหลี่จื่อเยี่ย" หลี่โยวเวยเปิดประเด็น กล่าวแนะนำตน
"เรื่องใด?" ฉินเอ่อน่าถาม
หลี่โยวเวยก้าวเข้ามา ไม่เอ่ยวาจาใดเกิน วางห่อของในมือลง หยิบกล่องสามกล่องออกมา แล้วเปิดออกทีละกล่อง
"ไข่มุกราตรีแห่งทะเลตะวันออก ค้นจากก้นสมุทรทะเลตะวันออก มูลค่าหมื่นตำลึงทอง"
"เกราะไหมอ่อนสวรรค์ คมดาบฟันไม่เข้า ไฟน้ำทำลายไม่ได้ มูลค่าล้านตำลึงทอง"
"กระบี่อวี่ฉาง ครั้งอดีตของเว่ยกงผู้แคว้นเว่ย สมบัติล้ำค่าไร้ราคา"
สามกล่อง แสดงสามสมบัติล้ำค่าแห่งโลกมนุษย์ หลี่โยวเวยวางของแล้ว มิได้อยู่ต่อ เตรียมตัวจากไป
ก่อนออกประตู หลี่โยวเวยหันกลับ ถามเพียงหนึ่งคำ "ท่านเทพธิดาพอจะชี้แนะสิ่งใดได้บ้างหรือไม่?"
ฉินเอ่อน่านิ่งเงียบ ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "พยายามให้สุดกำลังก็พอ"
หลี่โยวเวยผงกศีรษะ ไม่ถามต่ออีก ก้าวเท้าจากไป
ค่ำคืนยืดยาว หลี่จื่อเยี่ยยืนในลาน มองท้องฟ้าราตรี เนิ่นนาน กวีนิพนธ์ก่อเกิด
"อา เงินตราทำให้สมิงโรงโค อา เงินตราทำให้โรงโคผลักสมิง!"
"บุตรข้านี่เป็นอัจฉริยะแห่งยุคโดยแท้!"
ในห้อง หลี่ไป่หว่านมองบุตรผ่านหน้าต่าง ใบหน้าเต็มด้วยความภาคภูมิ
วันรุ่งขึ้น ถึงเวลานัดหมาย
ผู้คนจับจ้อง ทั่วฟ้าบุปผาเหมยฟุ้งกระจาย เทพธิดาก้าวกระบี่มาเยือน งามบริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลทินแห่งโลกีย์
ช่างเหมือนเทพธิดาน้ำแข็งเซียนลงสู่ดินแดนมนุษย์ งามสมบูรณ์เช่นนั้น งามไม่ติดดินเช่นนั้น งามบริสุทธิ์ดั่งหยกเช่นนั้น
โถงใหญ่ หลี่จื่อเยี่ยนำกระบี่เกราะหลอมด้วยทองคำบริสุทธิ์ยื่นให้
ประกายทองเจิดจ้า แสบตายิ่ง
ฉินเอ่อน่ารับกระบี่เกราะทองคำมา เพ่งพินิจเนิ่นนาน จากนั้นผงกศีรษะนิ่ง ท่าทีเรียบเฉย เอ่ยชมว่า:
"ดีมาก กระบี่พรต อยู่ที่พรตไม่ใช่กระบี่ ระดับสูงสุด แม้แต่บุปผาพลิ้วใบไม้ร่วงล้วนเป็นกระบี่ได้ ยึดติดวัตถุนอกกายเกินไป กลับตกชั้นเป็นรอง คำตอบนี้ดีมาก ผ่านด่าน"
หลี่ไป่หว่าน: "..."
หลี่จื่อเยี่ย: "..."