ฉินเฟิงสูดควันเข้าปอดลึก ๆ ก่อนมองชายหัวโล้นด้วยแววตาไร้ความรู้สึก
ชายหัวโล้นจ้องชายหนุ่มตรงหน้า หนังตากระตุกอยู่สองสามครั้ง
“บอกชื่อมา ให้ฉันรู้หน่อยว่าไปล่วงเกินเทพเซียนจากสำนักไหนเข้า”
ฉินเฟิงไม่สนใจเขา “ฉันก็แค่คนไม่มีชื่อเสียง ถ้าไม่มีธุระอื่นแล้ว เชิญกลับไปเถอะ อย่ามารบกวนฉันดื่มชา”
ชายหัวโล้นแค่นหัวเราะ พลางพยักหน้า “ไอ้หนุ่มนี่ใจกล้าไม่เบา” เขาสะบัดมือ “ไป!”
เขาไม่ใช่คนโง่ โรงน้ำชาเป็นสถานที่ของทางการ หากลงมือที่นี่ เรื่องคงบานปลายได้ง่าย
หลิวซานถอนใจอย่างจนปัญญา “เถ้าแก่ คุณก่อเรื่องเข้าแล้ว รีบไปจากที่นี่เถอะ ไม่อย่างนั้นอีกเดี๋ยวคงจบไม่สวย”
ฉินเฟิงโบกมือ “แยกย้ายกันไปเถอะ อย่ามามุงแถวนี้”
นักพรตเฒ่ามองเขา “ท่านผู้ศรัทธาเป็นคนมีวาสนาและมั่งคั่ง ชีวิตนี้ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดมีราศีสูงส่งเช่นท่านมาก่อน”
“พอเลย ฉันไม่มีเงินหมื่นให้คุณหรอก รีบไปซะ ไม่งั้นฉันจะเรียกผู้จัดการมาไล่”
ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจัดการอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ ป่านนี้เขาคงอยากเตะไอ้ญี่ปุ่นนี่ให้ตายไปแล้ว
พูดไม่หยุดจนติดเป็นนิสัยหรือไง
อีกเดี๋ยวอาจต้องลงมือกับพวกหัวโล้นนั่นด้วย
ทั้งหมดก็เพราะไอ้เฒ่าสารเลวนี่แท้ ๆ
ในใจฉินเฟิงหงุดหงิดขึ้นมา
นักพรตเฒ่าหันหลัง “เฮ้อ น่าเสียดาย ท่านมีเคราะห์ถึงตายอยู่คราหนึ่ง ช่างเถอะ ช่างเถอะ” พูดจบก็เดินลงไปชั้นล่าง
เขาจงใจเดินช้ามาก แต่จนลงไปถึงชั้นล่างก็ยังไม่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกให้หยุด
นักพรตเฒ่ารู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง
ที่เขาออกเดินทางท่องยุทธภพ ก็เพื่อค้นหาคนที่มีวาสนาดี แล้วหาทางชักนำมาเป็นพวกเดียวกัน
แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับไม่หลงกล
ฉินเฟิงเห็นคนในโรงน้ำชาคอยมองมาทางตนเป็นระยะ ก็คร้านจะอยู่ต่อ จึงลุกขึ้นเดินลงไปชั้นล่าง
