ภายในร้านอาหารพลันเงียบกริบ ทุกคนหันมามองฉินเฟิง
สีหน้าหลิวชุนเยี่ยนชะงักไป “หวังหมิง เธอหมายความว่ายังไง รีบขอโทษเดี๋ยวนี้”
หลิวหยางหัวเราะพลางพูดขึ้นข้าง ๆ “ไม่มีอะไรต้องโกรธหรอก หวังหมิงก็ไม่ได้พูดผิดสักหน่อย”
ซ่งเจียกระซิบเตือน “ทำไมเธอถึงพลอยก่อเรื่องไปด้วยล่ะ”
หวังหมิงมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาท้าทาย “ขอโทษด้วยนะ ฉันเป็นคนพูดตรง ปากไว มีอะไรก็พูดออกมาตามนั้น ไม่เก็บงำไว้หรอก”
“ฉินเฟิง อย่าไปสนใจเขาเลย ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนเหรอ”
หลิวชุนเยี่ยนจับแขนเขาไว้
ฉินเฟิงยิ้มบาง ๆ “ทางเขตเช่าห้องในเรือนพักรวมให้ฉันน่ะ”
พอเห็นเขาไม่สนใจตน โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงที่ตัวเองตามจีบยังสนิทสนมกับอีกฝ่าย ความโกรธไร้สาเหตุก็พลุ่งขึ้นในใจหวังหมิง
“คนอย่างพวกนายอยู่ในเรือนพักรวมก็เป็นการดูหมิ่นพวกกรรมกรชาวนาอย่างเราแล้ว ไม่แน่ว่าคงอาศัยเส้นสายถึงได้กลับมา ไม่อย่างนั้นทางการจะยอมให้กลับเข้าเมืองได้ยังไง”
ฉินเฟิงหุบยิ้มแล้วหันไปมองเขา “สหายคนนี้หมายความว่า หน่วยงานของเรามีแต่พวกฉ้อฉลอย่างนั้นหรือ
หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่ถูกซื้อตัวได้ง่าย ๆ จนยอมทำเรื่องผิดหลักการอย่างนั้นหรือ
หรือว่าครอบครัวของคุณทำเรื่องแบบนี้มาตลอด ขอถามหน่อยว่าคุณทำงานอยู่หน่วยงานไหน แล้วคนในครอบครัวอยู่ที่ไหนกันบ้าง
ผมคงต้องไปรายงานเรื่องนี้ให้ทางการทราบ จะได้ช่วยประเทศชาติขจัดพวกฉ้อฉล ทุกคนล้วนมีหน้าที่รับผิดชอบ”
พูดจบเขาก็หันไปมองลูกค้าคนอื่น “ทุกคนช่วยเป็นพยานได้ใช่ไหมครับ ทุกคนได้ยินคำพูดของสหายคนนี้แล้ว
ถ้าใครไม่ยอมเป็นพยาน ผมก็จะรายงานเรื่องนี้ให้ทางการทราบเหมือนกัน ว่ามีคนที่สมรู้ร่วมคิดกับเขาและครอบครัวอยู่มากมายหรือเปล่า!”
