“ก๊อก ๆ ๆ~”
ฉินเฟิงเพิ่งวางสาย ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
“เข้ามา”
เลิ่งเยว่หนิงผลักประตูเข้ามา สีหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม
“เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านพักรับรองแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?”
ฉินเฟิงเห็นท่าทางของเธอ ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ไม่เลวเลย ช่วงนี้หัวหน้าเลิ่งเหนื่อยหน่อยนะ”
เลิ่งเยว่หนิงมีสีหน้าภูมิใจอยู่บ้าง นั่งลงบนเก้าอี้แล้วพูดว่า “ตอนนี้รับจัดประชุมขนาดเล็กไปแล้ว 3 งาน รวมทั้งอาหารและที่พัก เสียงตอบรับดีมาก ฉันเชื่อว่าผลประกอบการจะฟื้นกลับมาได้เกินครึ่งในไม่ช้า”
“ดีเลย ขอแค่มั่นใจก็พอ”
“เรื่องอาหาร นายไม่มีข้อเสนออะไรจริง ๆ เหรอ? อย่างเช่นเอาเนื้อสัตว์ร้ายออกมาดึงดูดลูกค้าบ้างเป็นครั้งคราว?”
ฉินเฟิงนวดขมับ “ตอนนี้มึนหัวไปหมด ไม่มีไอเดียเลย”
เลิ่งเยว่หนิงค้อนเขาทีหนึ่ง ก่อนลุกเดินเข้ามาแล้วโน้มตัวลงจุมพิตอย่างอ่อนหวาน ทว่าฉินเฟิงหันหน้ามาพอดี ริมฝีปากของทั้งคู่จึงแตะกันเข้า
“นาย...”
ดวงตาของเลิ่งเยว่หนิงแดงก่ำ เธอยกมือปิดปาก น้ำตาคลออยู่ในเบ้า
นี่เป็นจูบแรกของเธอ
ถ้าพูดออกไป ใครจะเชื่อว่าผู้หญิงที่เคยหย่าร้างแล้วคนหนึ่งยังเก็บจูบแรกไว้ได้
ฉินเฟิงเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นโอบเธอเข้ามาในอ้อมแขน “ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”
“นายฉวยโอกาสกับฉัน”
เลิ่งเยว่หนิงสัมผัสได้ถึงร่างกายกำยำของอีกฝ่าย โดยเฉพาะกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ทำให้เธอไม่อยากผละออกไปในทันที
ปกติเธอแค่เข้าใกล้ผู้ชายคนอื่นนิดเดียวก็รู้สึกอึดอัดและคลื่นไส้ไปทั้งตัว
แต่ตอนนี้เมื่อพิงอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลับไม่รู้สึกไม่สบายเลยสักนิด แถมยังรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
