คิดทบทวนไปมา จางหรงอิงก็เข้าใจหลักการข้อหนึ่ง แทนที่จะตรากตรำทำงานเพื่อลูก ๆ ไปทั้งชีวิต สุดท้ายกลับถูกทอดทิ้ง มิสู้ฉวยโอกาสตอนที่ฟันยังเคี้ยวไหว ใช้ชีวิตสุขสำราญกับสามีสักสองสามวันดีกว่า
ส่วนลูกอกตัญญูพวกนั้น ตัดใจเสียแต่เนิ่น ๆ เธอลองมาแล้ว พึ่งพาไม่ได้ จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ
ตอนค่ำ เมื่อสองสามีภรรยากลับมาถึงบ้านพักรวม ตระกูลหลี่ก็กำลังวุ่นวายโกลาหล เพื่อนบ้านไม่น้อยมายืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่หน้าบ้าน เสียงด่าทอกับเสียงร้องไห้ดังระงมมาจากข้างใน
“เร็วเข้า ตาเฒ่าหลี่กับหรงอิงกลับมาแล้ว”
กลุ่มคนที่มุงดูขยับแยกไปยืนสองข้างอย่างรู้หน้าที่ เปิดทางไปยังบ้านตระกูลหลี่
สองคนในกลุ่มที่ชอบซุบซิบรีบรายงานสถานการณ์ให้จางหรงอิงฟังอย่างฉับไว
“พี่สะใภ้จาง วันนี้บ้านคุณจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานให้เป่าห่ายกับลูกสาวบ้านจ้าว แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือ? บ้านจ้าวกำลังอาละวาดอยู่ในบ้านคุณ บอกว่าจู่ ๆ คุณก็คลุ้มคลั่งเหมือนเป็นบ้า ระหว่างทางยังทำร้ายคนบ้านจ้าวทั้งสามคน พอตีเสร็จก็หนีไปอีก”
“นั่นสิ ยายแก่จ้าวคนนั้นบอกว่าคุณลงไม้ลงมือกับเป่าห่ายด้วยนะ พูดจาเหลวไหลทั้งทีไม่ลองถามให้รู้เรื่องก่อนเลยหรือไง หลายปีมานี้คุณเคยไปหาเรื่องใครก่อนบ้างล่ะ?”
“ใช่แล้ว ทั้งบ้านพักรวมใครจะไม่รู้ว่าคุณรักเป่าห่ายที่สุด? แต่ที่ยายแก่จ้าวพูดจริงหรือเปล่า งานแต่งของเป่าห่ายกับลูกสาวบ้านจ้าวล่มแล้วหรือ?”
จางหรงอิงขมวดคิ้ว เบียดฝ่าผู้คนตรงประตูเข้าไปในบ้าน
พอแม่จ้าวที่กำลังด่ากราดเห็นจางหรงอิงเข้า ก็พลันฮึดฮัดขึ้นมา ยื่นมือทั้งสองข้างแล้วพุ่งเข้าใส่ “จางหรงอิง นังผู้หญิงสารเลว ยังกล้ากลับมาอีกหรือ!”
จางหรงอิงยกกระเป๋าที่ถืออยู่ฟาดใส่หัวแม่จ้าวเต็มแรง
ฟาดจนแม่จ้าวกอดหัววิ่งหนีวุ่นวาย
พ่อจ้าวทำท่าจะเข้าไปช่วย หลี่จินหมินรีบเข้าไปขวาง “ผู้หญิงทะเลาะกัน ผู้ชายอย่างคุณจะยื่นมือเข้าไปทำไม?”
ความแค้นของจางหรงอิงลึกล้ำยิ่งกว่าผีเสียอีก ชาติก่อนเพราะบ้านจ้าว เธอถึงเสียทั้งลูกสาวและลูกชาย เธอเกลียดบ้านจ้าวจนเข้ากระดูก
“ใครเป็นผู้หญิงสารเลว? ทั้งบ้านแกนั่นแหละที่สารเลว! ฉันยังไม่ได้ไปหาถึงบ้านจ้าวเลย แกกลับมาหาฉันเองถึงที่? ทำไม ลูกสาวแกแต่งไม่ออกหรือไง ถึงได้หน้าด้านหน้าทนจะยัดเยียดตัวเองเข้าบ้านฉันให้ได้?”
จ้าวฟางซิ่วซึ่งร้องไห้จนตาแดงได้ยินดังนั้น ก็ผลักหลี่เป่าห่ายไปทีหนึ่ง “คุณพูดอะไรบ้างสิ!”
หลี่เป่าห่ายรีบเข้าไปดึงจางหรงอิง “แม่ อย่าตีเลย แม่หยุดก่อเรื่องได้ไหม?”
จางหรงอิงตวัดมือตบหน้าลูกชายฉาดหนึ่ง
เพียะ!
อากาศราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
จางหรงอิงมองลูกชายด้วยความผิดหวัง ก่อนชี้ไปยังเก้าอี้ที่ล้มอยู่กับถ้วยชาที่แตกกระจาย “ใครกันแน่ที่ก่อเรื่อง?”
“เขามาถึงบ้านแล้ว ยังจะบอกว่าฉันก่อเรื่องอีกหรือ? เมื่อกี้ยายแก่คนนั้นลงมือกับฉัน แกก็ไม่เห็นขวาง ตอนจ้าวฟางซิ่วผลักฉัน แกก็ไม่เห็นขวาง แล้วตอนนี้กลับรู้จักขวางขึ้นมาหรือไง?”
“ตั้งแต่ฉันเข้าบ้านมา แกเคยถามสักคำไหมว่าพี่สาวแกเป็นยังไงบ้าง? ลูกอกตัญญูอย่างแก ฉันเลี้ยงไม้กระบองยังจะดีกว่าเลี้ยงแกเสียอีก!”
จางหรงอิงคว้าตัวลูกชายผลักไปทางแม่จ้าว “ไหน ๆ แกก็รักบ้านจ้าวนัก หลายปีมานี้ก็ถือว่าฉันเลี้ยงแกมาเสียเปล่า ไปบ้านจ้าวซะ ไปเป็นลูกชายพวกเขา เปลี่ยนไปใช้นามสกุลจ้าวเลย!”
หลี่เป่าห่ายถูกผลักจนเซ หัวหมุนติ้ว แม่ตีเขาอีกแล้ว
“แม่ ผมว่าแม่บ้าไปแล้วจริง ๆ!!!”
คำพูดยังไม่ทันขาด จางหรงอิงก็ลงมือพร้อมกันทั้งสองข้าง เพียะ ๆ ตบหน้าหลี่เป่าห่ายไปข้างละฉาด
หลี่เป่าฝ่งกับหลี่เป่าซีสองพี่น้องตกใจจนถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ถังหงเหมย ภรรยาของลูกชายคนโต ก็ดึงหลี่เซวี่ยนหมิงลูกชายของเธอถอยไปด้วย กลัวว่าการต่อสู้ข้างหน้าจะดุเดือดเกินไปจนพวกเธอพลอยเดือดร้อน
หลี่จินหมินมองบ้านที่ถูกทุบจนเละเทะไปหมด ใบหน้าบึ้งตึง พลางถลึงตาด่าลูกชายคนโตหลี่เป่ากั๋วกับลูกชายคนรองหลี่เป่าจวิน “ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง ฉันอุตส่าห์ให้กำเนิดลูกชายตั้งหลายคน กลับได้แต่พวกขี้ขลาดไร้ประโยชน์! ลูกชายสามคนอยู่บ้านแท้ ๆ บ้านโดนคนทุบเละ เท่ากับพวกแกทำฉันขายหน้าจนหมดสิ้นแล้ว!”
หลี่เป่ากั๋วสวมแว่น ดูสุภาพเรียบร้อย “พ่อ เรื่องแบบนี้จะใช้กำลังแก้ได้ยังไง ต้องใช้เหตุผลคุยกันสิ อีกอย่างบ้านเรามีคนเยอะ ถ้าลงมือกันจริง ๆ ก็ไม่เท่ากับอาศัยพวกมากรังแกคนอื่นหรือครับ?”
หลี่เป่าจวินแค่นเสียง “ผมไม่กล้าหรอก เกิดเผลอทำลูกชายคนเล็กคนโปรดของบ้านบาดเจ็บขึ้นมา แม่คงถลกหนังผมแน่”
พูดจบ หลี่เป่าจวินยังจงใจขยับไปยืนข้าง ๆ บ้านจ้าวกับบ้านตัวเองทะเลาะกัน เขาอยากดูเรื่องสนุกจะตาย
พี่ใหญ่เรียนมหาวิทยาลัย จนหาทางเข้าไปทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ ตอนนี้มีลูกชายสองคนกับลูกสาวหนึ่งคนก็โยนไว้ให้ที่บ้านเลี้ยง ไม่รู้ว่าปีหนึ่งรีดเงินจากบ้านไปเท่าไร
ส่วนเขาเรียนมัธยมปลายยังไม่จบ เพราะผลการเรียนไม่ดี เลยไปเป็นเด็กฝึกงานที่ร้านซ่อมจักรยาน ทั้งยังไม่มีลูกให้ที่บ้านเลี้ยงด้วย ช่วงสองปีมานี้คนทำธุรกิจส่วนตัวเริ่มมีมากขึ้น เขาเคยขอเงินที่บ้านหลายร้อยหยวน อยากทำธุรกิจเล็ก ๆ กับคนอื่น แต่ถึงจะพูดจนปากเปียกปากแฉะ ที่บ้านก็ยังคอยขัดขวาง
ทางหนึ่งบอกว่าไม่มีเงินให้เขาเอาไปผลาญ แต่อีกทางกลับเตรียมสินสอด 360 หยวน ซื้อจักรเย็บผ้าและเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ลูกชายคนเล็กแต่งเมีย แถมตอนบ้านจ้าวลองหยั่งเชิงให้จางหรงอิงยกงานที่โรงงานรองเท้าให้จ้าวฟางซิ่ว เธอก็ยังไม่ปฏิเสธ
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่เขาทะเลาะกับน้องสาม คนที่โดนด่าก็คือเขา บ้านมีคนตั้งมากมายยังยืนดูเฉย ๆ แล้วเขาจะเข้าไปยุ่งให้ตัวเองซวยทำไม?
จ้าวซิ่วฟางเห็นแม่เสียเปรียบ ก็รีบเข้าไปดึงจางหรงอิง “ปล่อยแม่ฉันนะ!”
ระหว่างยื้อยุดกัน แม่จ้าวสะดุดธรณีประตู ล้มก้นจ้ำเบ้าออกไปนอกบ้าน
พอก้นกระแทกพื้น แม่จ้าวก็ไม่ยอมลุกขึ้น นั่งตบต้นขาอยู่ตรงนั้น “โอ๊ย ๆ ทุกคนมาดูเร็ว! บ้านหลี่รังแกคนแล้ว บ้านหลี่ลงไม้ลงมือกับคน! ลูกสาวบ้านฉันอยู่ดี ๆ พวกเขากลับมาขอแต่งงานถึงบ้าน คุยกันตกลงแล้ว ตอนนี้กลับจะถอนคำพูด ยังทำร้ายคนอีก ทำลายชื่อเสียงลูกสาวฉัน แบบนี้มันไม่มีความยุติธรรมเลย!”
ป้าคนโตบ้านจ้าวซึ่งตามคนบ้านจ้าวมาด้วยเบียดฝ่าฝูงชนออกมาแล้วด่าว่า “บ้านแกคิดอะไรอยู่ ลูกชายจะแต่งงานกันแท้ ๆ ไม่ยอมจัด กลับไปเฝ้าลูกสาวคลอดลูกเสียอย่างนั้น?
ลูกสาวแกจะคลอดแล้ว ยังจะมางานเลี้ยงแต่งงานของพี่น้องผู้ชายทำไม? ปากมันตะกละนักหรือไง ขาดมื้อนั้นแล้วจะตายหรือ?
วันจัดงานเลี้ยงของฟางซิ่วก็ช่างเลือกได้เหมาะเสียจริง พวกแกไม่รู้หรือไงว่าลูกสาวตัวเองจะคลอดเมื่อไร แล้วจะมาทำให้ฟางซิ่วเดือดร้อนทำไม?”
น้าชายเขยบ้านจ้าวก็ตะโกนว่า “บ้านสามีลูกสาวแกตายกันหมดแล้วหรือไง คลอดลูกทั้งทียังต้องให้คนบ้านเดิมไปเฝ้า หรือว่าลูกสาวแกกำลังจะตาย ถึงได้รีบไปดูหน้าครั้งสุดท้าย? แม้แต่ชาของลูกสะใภ้ก็ยังรอไม่ไหว แล้วแก่ไปพวกแกจะหวังพึ่งลูกสาวหรือหวังพึ่งลูกสะใภ้กัน?”
หลี่จินหมินได้ยินเสียงด่าทอ เลือดก็พลุ่งขึ้นหัว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าไม้หาบที่พิงอยู่หลังประตู ฟาดใส่น้าชายเขยบ้านจ้าวทันที
เพื่อนบ้านรีบเข้าไปห้าม “อาหลี่ รีบปล่อยมือก่อน มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน”
หลี่เป่าฝ่งเห็นว่าพวกเขาเริ่มลงไม้ลงมือกันแล้ว ก็รีบเข้าไปช่วยแม่ “ปล่อยแม่ฉันนะ!”