โห!
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนจากระบบ
ข่าวสารแรกที่ได้รับกลับเป็นระดับตำนานเสียด้วย!
หลินโม่รีบเปิดระบบข่าวสารทันที
ชั่วพริบตาต่อมา!
ข้อความแจ้งเตือนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
【เรียนโฮสต์ผู้ทรงเกียรติ หวังเหวินฮวา เยาวชนผู้มีการศึกษา มีบ้านลับแห่งหนึ่งในอำเภอหงฉี ภายในซ่อนเสบียงไว้เป็นจำนวนมาก ท่านสามารถไปนำมาได้!】
【ระยะเวลาจำกัด: 3 เดือน】
“เฮ้! ไอ้หวังเหวินฮวานี่มีบ้านลับอยู่ด้วยเรอะ!”
“หมอนี่ซ่อนเก่งไม่เบา!”
หลินโม่เลิกคิ้ว ก่อนจะค่อย ๆ วางจูหลินที่อยู่ในอ้อมแขนลง
จากนั้นก็ขยับความคิด!
แล้วมาปรากฏตัวในมิติย่อยที่มีท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวเต็มไปหมด
ตอนนี้ภายในมิติว่างเปล่า มีเพียงผืนดินอุดมสมบูรณ์ผืนหนึ่ง
【ติ๊ง! เรียนโฮสต์ผู้ทรงเกียรติ ท่านเป็นผู้ควบคุม ‘นาพลังวิญญาณ’ แห่งนี้ สามารถควบคุมสภาพอากาศและอัตราการไหลของเวลาในมิตินี้ได้!】
【ขณะนี้ อัตราการไหลของเวลาสูงสุดเร็วกว่าโลกภายนอก 3 เท่า!】
【ติ๊ง! ตรวจพบ ‘อินทรียวัตถุ’ 2 ชิ้นที่ยังไม่ได้จัดการ ต้องการแปรสภาพหรือไม่?】
อินทรียวัตถุ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินโม่ก็ฉุกคิด ก่อนจะมองหมาจรจัดไร้ค่าทั้งสองตัวที่นอนอยู่บนผืนดินสีดำ
‘ระบบ! แกเรียกของแบบนี้ว่าอินทรียวัตถุเรอะ!’
“แปรสภาพให้ฉัน!”
ทันทีที่หลินโม่สั่ง ข้อความแจ้งเตือนหลายบรรทัดก็พลันดังขึ้นในห้วงความคิด
【แปรสภาพอินทรียวัตถุสำเร็จ พื้นที่ดินเพิ่มขึ้น 2 หมู่ และความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น 20】
【สกัดแก่นสารทั้งหมดจากอินทรียวัตถุ โฮสต์มีพลังกายเพิ่มขึ้น 2】
【โฮสต์ได้รับความสามารถพิเศษ: เชี่ยวชาญภาษารัสเซียระดับกลาง】
【โฮสต์ได้รับความสามารถพิเศษ: เชี่ยวชาญการยิงปืนระดับต้น】
วูม!
เมื่อระบบแจ้งเตือน ร่างไร้ค่าทั้งสองก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองในพริบตา
ส่วนหนึ่งลงสู่ผืนดินสีดำใต้เท้า ทำให้มิติย่อยขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
อีกส่วนหนึ่งซึมเข้าสู่ร่างกายของหลินโม่
ชั่วพริบตา เศษเสี้ยวความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของหลินโม่ก็หลั่งไหลเข้ามาในสมอง
สำเนียงมอสโกมาตรฐาน!
วิธีถอดประกอบปืนและหลักการยิง!
กระทั่งประสบการณ์เหลวไหลต่าง ๆ ที่คุณชายเสเพลสองคนนั้นเคยก่อไว้ในเมืองหลวง
หลินโม่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะจนไหล่สั่น
จากความทรงจำที่ได้รับ!
หลินโม่รู้ว่าในบรรดาเยาวชนผู้มีการศึกษาสองคนที่เขาจัดการไปนั้น
พ่อแม่ของคนหนึ่งเคยไปศึกษาต่อที่สหภาพโซเวียตตอนยังหนุ่มสาว จึงสอนให้เขาเรียนภาษารัสเซียมาตั้งแต่เด็ก จนมีความชำนาญระดับกลางแล้ว
ส่วนหวังเหวินฮวาอีกคน แม้พ่อจะเป็นนายทหารเก่งกล้าคนหนึ่ง และคอยสอนวิธียิงปืนให้เขามาตลอด
น่าเสียดายที่คุณชายเสเพลคนนี้เอาแต่คิดหาทางจีบผู้หญิง
ฝึกยิงปืนไปฝึกยิงปืนมา ฝีมือก็ยังอยู่แค่ระดับเริ่มต้น
สุดท้ายแล้ว!
ความสามารถของทั้งสองคนตกมาเป็นของหลินโม่ทั้งหมด!
เมื่อเห็นว่าตนเองเรียนรู้【ภาษารัสเซีย】กับ【การยิงปืน】ได้ในพริบตา
ตัวปัญหาสองคนนี้!
นับว่าได้ใช้ประโยชน์จากพวกมันอย่างคุ้มค่าแล้ว
แต่หลินโม่ก็เริ่มตระหนักได้ว่าระบบของตนทรงพลังเพียงใด
ขอแค่ดูดซับ ‘อินทรียวัตถุ’!
ก็จะสกัดทักษะ ความทรงจำ และคุณสมบัติต่าง ๆ ออกมาได้!
แค่คนไร้ค่าตรงหน้าสองคน ก็ช่วยเพิ่มพลังกายให้เขา 2 แต้มแล้ว
ถ้าเขา ‘ช่วย’ คนเพิ่มอีกสักหน่อย
คุณสมบัติของเขาคงเพิ่มขึ้นพรวดพราดไม่หยุดเลยหรือเปล่า?
ช่วยคนหนึ่งเป็นคนบาป ช่วยคนนับหมื่นเป็นราชา
มองแบบนี้แล้ว ระบบคงอยากให้เขากลายเป็นหมอมือหนึ่งที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์!
มุ่งหน้าสู่การช่วยชีวิตผู้คนมากมายสินะ!
ชั่วขณะนั้น!
แววตาของหลินโม่ค่อย ๆ เย็นเยียบลง ขณะเดียวกันก็ทบทวนเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่หยุด
ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตตึงเครียดที่สุด พวกโซเวียตส่งกองทัพยานเกราะ 3 กองทัพกับกองทัพทหารราบอิสระอีก 1 กองทัพไปประจำการทางตะวันออกไกล มีกำลังพลสูงถึงหนึ่งล้านคน!
เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามและภัยพิบัติ
ป้องกันกองทัพเหล็กนับล้านของพวกโซเวียตที่อาจบุกลงใต้!
จีนแทบจะขุดทรัพยากรทั้งหมดที่มีออกมาเสริมกำลังให้กองกำลังอาสาสมัครทั่วประเทศ จนได้สมญาว่า ‘หกร้อยล้านคนทั่วแผ่นดินจีน ล้วนเป็นทหารหกร้อยล้าน’!
ยกตัวอย่างป่าสงวนหงฉีที่นี่ เพราะอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็น ‘แนวหน้าของการสู้รบ’!
กองกำลังอาสาสมัครไม่ได้มีแค่ปืนไรเฟิลกับระเบิดมือ แม้แต่ปืนครกและปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังก็ยังมี
ช่วยไม่ได้!
ปี 1975 เพิ่งผ่านเหตุการณ์เกาะเจินเป่าไปไม่ถึง 6 ปี
แถบตะวันออกเฉียงเหนือจึงตึงเครียดจนผู้คนหวาดระแวงกันไปหมด!
บางครั้งบางคราว ยังมีกองกำลังโซเวียตข้ามพรมแดนมายั่วยุอีกด้วย
หลินโม่ลูบคาง
“ตอนนี้อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าจะ ‘ช่วย’ พวกโซเวียตได้ก็ดีที่สุด!”
“ถ้า ‘ช่วย’ พวกโซเวียตไม่ได้...ก็คงต้องรอถึงปี 1979!”
ใคร ๆ ก็รู้ว่าปี 1979 คือปีที่จีนยกทัพไปถล่มพวกเวียดนาม
ชื่อเสียงและความสำเร็จ ล้วนไขว่คว้าได้กลางสนามรบ
ถ้าพูดถึงการ ‘ช่วยคน’!
สนามรบย่อมเป็นสถานที่เหมาะที่สุด
ถึงตอนนั้นในสนามรบ เขาก็แค่กวาดพวกทหารเวียดนามใต้ที่ถูกถล่มจนเละเข้าไปในมิติระบบตามใจชอบ!
คุณสมบัติของเขา...คงพุ่งทะยานราวกับติดจรวด!
กลายเป็นยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์แผ่นดินเกิดไปเลย!
แต่กว่าจะถึงปี 1979 อย่างน้อยก็ต้องรออีก 3 ปี
ตลอด 3 ปีนี้
เขาคงต้องใช้ชีวิตให้สุขสบายเสียหน่อย
พูดจบ หลินโม่ก็ออกจากมิติระบบ
เมื่อเห็นจูหลินนอนหลับอยู่บนพื้น
หลินโม่ก็ยิ้มบาง ๆ
เพราะร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้หลินโม่รู้สึกว่าตัวเองกลับมามีพลังอีกครั้ง!
จะรออะไรอยู่ล่ะ!
เวลาคือเงินทอง เพื่อนเอ๋ย!
“คนสวย หิวหรือยัง? เดี๋ยวฉันเลี้ยงของอร่อยนะ!”
.........
“อื้ม!”
แสงแดดยามเที่ยงส่องผ่านปากถ้ำ ตกลงบนใบหน้าของจูหลิน เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัวด้วยความเหนื่อยล้า
ชั่วพริบตา
เรือนร่างเพรียวระหงของเธอก็เผยต่อหน้าหลินโม่อย่างไม่ปิดบัง
สมกับเป็นหญิงสาวที่ต่อมาได้รับบทเป็นราชินีแห่งเมืองนางในเรื่องไซอิ๋ว
หลินโม่รู้สึกว่าจูหลินมีราศีสูงส่งติดตัวมาแต่กำเนิด!
ถ้าพูดด้วยคำในยุคหลัง เธอก็คือ ‘หญิงงามผู้เกิดมาเพื่อความมั่งคั่ง’ ที่กำลังเบ่งบานเต็มที่!
ตอนละครโทรทัศน์เรื่องไซอิ๋วฉบับปี 1986 ออกฉายในยุคหลัง หญิงสาวผู้รับบทเป็นราชินีแห่งเมืองนางก็มีอายุ 30 ปีแล้ว งดงามเต็มวัยอย่างที่สุด
แต่ตอนนี้!
เธอเพิ่งอายุ 22 ปี
ขาดความเป็นผู้ใหญ่ไปบ้างเมื่อเทียบกับในยุคหลัง
แต่กลับมีความเขินอายแบบสาวน้อยเพิ่มขึ้นมาแทน
ความเขินอายแบบสาวน้อยน่ะ เขาไม่กลัวหรอก
ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากขึ้น!
เดี๋ยวก็กลายเป็นภรรยาสาวที่ว่าง่ายเชื่อฟังเอง!
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงของหลินโม่
แววตาที่จูหลินมองเขาก็มีความผูกพันอ่อนโยนเพิ่มขึ้นมา
“น่ารังเกียจ...มองกันแบบนี้ได้ยังไง ฉันรู้สึกเหมือนคุณจะจับฉันกินเข้าไปเลย!”
“ฮี่ ๆ!” หลินโม่หัวเราะคิกคัก ก่อนจะโอบเอวบางของจูหลินไว้ “ภรรยาสาวแสนสวยขนาดนี้ ฉันจะตัดใจจับกินได้ยังไงล่ะ!”
ใบหน้าของจูหลินแดงระเรื่อขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวโม่ เรากลับกันเถอะ...แล้วหวังเหวินฮวากับพวกนั้นล่ะ?”
เมื่อเห็นจูหลินพูดถึงหมาจรจัดไร้ค่าทั้งสอง หลินโม่ก็เตรียมคำตอบไว้แล้ว
“ฉันว่าเราคงไม่ได้เจอพวกเขาอีกแล้วล่ะ!”
“เมื่อวานพวกนั้นใจกล้าถึงขั้นจะข่มขืนคุณ พอเราจับได้ พวกมันจะมีหน้ากลับไปจุดพักเยาวชนได้ยังไง?”
“ฉันว่าพวกมันคงหนีไปแล้ว!”
ถูกต้อง!
ตอนลงมือเมื่อวาน หลินโม่คิดแผนการทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือบอกว่าพวกเขา ‘หนีความผิด’ ไป
ยังไงพยานก็มีแค่เขากับจูหลินสองคนเท่านั้น!
ขอแค่ทั้งคู่ ‘ตกลงคำให้การ’ กันให้ดี ทุกอย่างก็ไร้ช่องโหว่
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือจะเกลี้ยกล่อมจูหลินอย่างไร
หลินโม่ทำสีหน้าเคร่งขรึม “ถ้ามีใครถามทีหลังว่าเมื่อคืนคุณหายไปไหน ก็บอกว่าเข้าป่าไปเก็บเห็ดแล้วหลงทาง จากนั้นก็เจอฉันสารภาพรักกับคุณ!”
หา!
เมื่อได้ยินหลินโม่พูดเช่นนี้ ใบหน้าของจูหลินก็แดงก่ำ
ส่วนหลินโม่ก้มหน้าลง พูดเสียงหนักแน่นว่า
“ฉันจะไม่ยอมให้คุณต้องเสียชื่อเสียง! ไม่ว่าจะมีใครโยนความผิดอะไรมา ฉันจะรับไว้เอง!”
คราวนี้จูหลินซาบซึ้งจนแทบร้องไห้
ในยุคนี้ พรหมจรรย์ของผู้หญิงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต
เธอเข้าใจเรื่องนี้ดี!
ถ้าวันนี้มีคนรู้ว่าชายหนุ่มจากจุดพักเยาวชนสองคนเกือบย่ำยีเธอ พรุ่งนี้ข่าวลือก็จะแพร่กระจายจนบิดเบือนความจริงไปหมด
ถึงตอนนั้น ต่อให้เธอมีปากสิบปากก็อธิบายไม่ชัด
ส่วนหลินโม่น่ะหรือ?
เขายอมแบกรับความผิดไว้เอง ดีกว่าปล่อยให้ชื่อเสียงของเธอเสียหาย
จูหลินทั้งซาบซึ้งทั้งสงสารเขา
“ฮึ! แบบนี้ก็เข้าทางหวังเหวินฮวากับพวกนั้นน่ะสิ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เธอก็เขย่งปลายเท้าขึ้นจูบแก้มหลินโม่อย่างรวดเร็ว
หลินโม่แอบดีใจอยู่ในใจ!
ไม่ได้เข้าทางพวกนั้นสักหน่อย!
ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว
ไอ้สองคนนั้นถูกเขาเอาไปบำรุงนาให้อุดมสมบูรณ์แล้ว!
นี่เรียกว่าใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งอย่างคุ้มค่า!
ไม่เสียเปล่าแม้แต่น้อย
“ไปกันเถอะ! กลับกัน!”
เขาจูงมือจูหลิน เดินมุ่งหน้าไปยังป่าสงวนหงฉี!
........
“จูหลินกลับมาแล้ว! จูหลินกลับมาแล้ว!”
เมื่อกลับถึงป่าสงวน กลุ่มเยาวชนหญิงก็กรูกันออกมา ซักถามเธอเสียงเจี๊ยวจ๊าวว่าทำไมเมื่อคืนถึงไม่กลับมาทั้งคืน
จูหลินเตรียมคำตอบไว้แล้ว จึงอธิบายตามที่หลินโม่บอกทีละข้อ
เยาวชนหญิงทั้งหลายไม่สงสัยอะไร พากันล้อมหน้าล้อมหลังพาเธอกลับหอพักหญิง
หลินโม่มองส่งจูหลินจนลับตา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป ก่อนจะหันหลังเดินหน้าขรึมไปยังจุดพักเยาวชนชาย
เขาผลักประตูเข้าไป
บนเตียงเตามีเยาวชนชายร่างผอมแห้งคนหนึ่งนอนเอนอยู่ กำลังยัดช็อกโกแลตเข้าปาก
พอเห็นหลินโม่ผลักประตูเข้ามา!
มือของชายคนนั้นก็สั่น เขารีบยัดช็อกโกแลตใส่อกเสื้อ ก่อนจะเหลือบมองไปทางประตูด้วยแววตาหลุกหลิก
“หลินโม่ ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะ? แล้วหวังเหวินฮวากับพวกนั้นไปไหน?”
หลินโม่ไม่ตอบ
กลับปิดประตูตามหลัง
หลินโม่หัวเราะเย็นชา “สองคนนั้นน่ะหรือ...คงกลับมาไม่ได้แล้วล่ะ!”
เขาจ้องตาหลี่เว่ยตง “เว่ยตง! ฉันถามหน่อย นายเป็นคนหลอกจูหลินเข้าไปในป่าหรือเปล่า?”
“ช็อกโกแลตนี่ หวังเหวินฮวาไอ้สารเลวนั่นให้รางวัลนายใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้
ใบหน้าของหลี่เว่ยตงก็ซีดเผือดทันที ริมฝีปากสั่นระริก แต่ผ่านไปนานก็ยังพูดไม่ออกสักคำ
ก่อนหน้านี้จูหลินเคยเล่าให้หลินโม่ฟัง
ทันทีที่เธอถูกส่งมาประจำที่ป่าสงวนหงฉี หวังเหวินฮวากับพวกก็หมายตาเธอไว้ คอยประจบเอาใจสารพัด แถมยังบอกว่าอยาก ‘คบหาดูใจกับเธอ’
จูหลินไม่ใช่หญิงสาวใจง่าย มองปราดเดียวก็รู้ว่าหวังเหวินฮวาไม่คิดดี จึงคอยหลบหน้าพวกเขามาตลอด
แม้จะระวังป้องกันทุกทาง
สุดท้ายก็ยังถูกหลี่เว่ยตงตรงหน้าหลอกออกไปจนได้ ทั้งที่ภายนอกดูไม่มีพิษมีภัย
ถ้าหวังเหวินฮวากับพวกอีกสองคนเป็นตัวการ หลี่เว่ยตงตรงหน้าก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องราวทั้งหมด
ดังนั้น
หลินโม่รู้ดี
หลี่เว่ยตงคนนี้ก็ปล่อยไว้ไม่ได้!
หลินโม่ลงนั่งที่ขอบเตียงเตา แล้วเล่าเรื่องที่ความผิดของหวังเหวินฮวากับอีกคนถูกเปิดโปง ก่อนจะหนีความผิดไปให้หลี่เว่ยตงฟัง
จากนั้นก็ตบไหล่เขาเบา ๆ
“ตอนนี้นายมีทางเลือกอยู่สองทาง!”
“ทางแรก ไปมอบตัวกับฉันที่ที่ว่าการ รับสารภาพแล้วจะได้รับการผ่อนปรน หากขัดขืนก็จะถูกลงโทษหนัก”
“ทางที่สอง อ้างว่าทนความลำบากในป่าสงวนไม่ไหว ไปลาเยาวชนหญิงให้เรียบร้อย แล้วรีบหนีไปซะ”
“กลับบ้านเกิดไป บางทีอาจยังพอมีทางรอด”
แต่ทว่า
แม้จะถูกหลินโม่ข่มขู่ หลี่เว่ยตงก็นั่งอึกอักอยู่บนเตียงเตาตั้งนาน แต่กลับไม่ยอมขยับก้นไปไหน
พูดให้ชัดก็คือ เขายังแอบคิดเข้าข้างตัวเอง รู้สึกว่าตนเป็นแค่ ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’!
ยังไม่ถึงขั้นมีความผิดร้ายแรงนัก
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลินโม่จึงเตรียมใช้ไม้แข็ง
เขาตบโต๊ะดังปัง
“เว่ยตงเอ๊ย!”
“หวังเหวินฮวากับพวกหนีไปหมดแล้ว นายไม่หนีบ้างหรือไง โง่หรือเปล่า?”
“ถ้าฉันหลินโม่คิดจะสร้างผลงานความชอบขึ้นมาสักนิด วันนี้ฉันคงไม่กลับมาคนเดียว แต่พาคนจากที่ว่าการมาจับนายแล้ว!”
เฮือก!
พอได้ยินว่าจะมีคนจากที่ว่าการมาจับ
หลี่เว่ยตงก็สะดุ้งโหยงด้วยความกลัว ในที่สุดก็ตัดสินใจได้!
เขาพูดว่า “หลินโม่...นายมีน้ำใจจริง ๆ! เรื่องบานปลายขนาดนี้แล้วยังปกป้องฉันอีก!”
“ฉะ...ฉันหนี ฉันหนีไปก็ได้!”
พูดจบ เขาก็รีบเก็บข้าวของ สาวเท้าโซเซออกจากประตูไป
เขาวิ่งไปถึงหน้าหอพักหญิง แล้วรีบลาจากพวกเธอผ่านประตู ก่อนจะวิ่งออกจากป่าสงวนโดยไม่หันกลับมามองอีก
หลินโม่ยืนอยู่หน้าหอพักเยาวชนชาย!
เขามองแผ่นหลังของหลี่เว่ยตงหายลับไปตรงปลายทางดินอย่างเงียบ ๆ
จากนั้นจึงค่อย ๆ หยิบจอบขึ้นพาดบ่า แล้วเดินตามไปห่าง ๆ
ตามไปได้สามสี่ลี้!
เมื่อมาถึงชายป่าลึก
เห็นว่าแถวนั้นไม่มีใคร หลินโม่ก็รีบตะโกนเรียก
“เว่ยตง! เดินช้าหน่อย! นายลืมของไว้!”
หลี่เว่ยตงที่อยู่ไกลออกไปชะงัก
“ฉันลืมของเหรอ? ลืมอะไรไว้?”
