“คนจากเมืองชั้นนอกที่เดินทางมาไกลอย่างพวกเจ้า ตอนนี้เป็นเพียงผู้แสวงหาวิถี ยังไม่นับว่าเป็นสาวกที่แท้จริงของเทพสัตว์อสูร ต้องผ่านพิธีชำระล้างเสียก่อน จึงจะกลายเป็นผู้คืนสู่วิถีได้”
มนุษย์สัตว์เผ่าแมงป่องอธิบาย พลางตบหน้าผากตนเอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าลืมอะไรไป
“เกือบลืมแนะนำตัว ข้าชื่อซาเซียว เป็นผู้พิทักษ์ล่าแห่งนครราชัน ทั้งยังผ่านพิธีล่ามาหลายครั้งกว่าจะเลื่อนขั้นขึ้นมาได้”
หยุนเนี่ยนพยักหน้า นางจับใจความสำคัญได้คำหนึ่ง
พิธีล่า ฟังดูคล้ายกิจกรรมล่าสัตว์บางอย่าง
แต่เมื่ออยู่ในนครราชันทราย ย่อมไม่ใช่การล่าสัตว์ธรรมดาแน่
ซาเซียวพาหยุนเนี่ยนกับอู๋หมิงมาถึงลานกว้างแท่นบูชา
กลางลานกว้างมีมนุษย์สัตว์คนหนึ่งยืนอยู่
ผมยาวหยิกสีแดงของเขาพลิ้วไหวอย่างอิสระ ดวงตาสีเขียวหม่นชวนให้ผู้พบเห็นจดจำไม่ลืม
เขาสูงมาก รูปโฉมงดงามเป็นเลิศ ริมฝีปากที่ยกยิ้มเป็นทุนเดิมทำให้ดูเป็นมิตร
เหล่าสาวกมนุษย์สัตว์ในเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งคุกเข่าล้อมเป็นวงอย่างเป็นระเบียบ
ซาเซียวคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
หยุนเนี่ยนคุกเข่าตาม นางดึงหนังสัตว์ของอู๋หมิงเบา ๆ แล้วส่งสายตาให้เขา
อู๋หมิงเข้าใจทันที จึงคุกเข่าตามลงไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคุกเข่าคารวะมนุษย์สัตว์ตนอื่น ความรู้สึกนี้ช่างแปลกใหม่และซับซ้อนนัก…
ทั้งสองแสร้งทำเป็นเลื่อมใส แล้วคุกเข่าลงพร้อมกัน
มนุษย์สัตว์เพศผู้ผมยาวหยิกสีแดงยืนอยู่ตรงกลางลานแท่นบูชา เขากางแขนออก ท่าทางหยิ่งทะนง เปี่ยมด้วยความเหนือกว่าและสุขุมสง่างาม
เขากวาดตามองเหล่ามนุษย์สัตว์ที่คุกเข่าเรียงรายอยู่รอบลานอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครยกเว้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เหตุใดพวกเราจึงทุกข์ทรมาน?”
น้ำเสียงของเขาไพเราะเป็นเอกลักษณ์ ราวกับกำลังขับขานบทสรรเสริญเทพเจ้า เจือความโศกเศร้าอยู่หลายส่วน จนปลุกเร้าอารมณ์ลึกเร้นในใจผู้คนได้อย่างง่ายดาย
“มนุษย์สัตว์เกิดมาก็เผชิญความอยุติธรรม มีความแตกต่างกันแต่กำเนิด บางคนแข็งแรงสมบูรณ์ บางคนพิการ”
“บางคนสืบทอดสายเลือดโบราณอันสูงส่ง ขณะที่บางคนกลับไร้ชื่อเสียงไปชั่วชีวิต ในกายมีเพียงความสามัญของคนรุ่นก่อนหล่อเลี้ยงอยู่”
