หยุนเนี่ยนจัดยาใส่ห่อเรียบร้อย แล้วออกไปตรวจรักษาตัวผู้หลายคนต่อ
นางยุ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะจัดการคนไข้ทั้งหมดจนเสร็จ
ตะวันคล้อยต่ำ ในที่สุดนางก็ได้พักหายใจ
หยุนเนี่ยนเพิ่งก้าวเข้าไปในถ้ำ อวี่เชียนอีก็รีบร้อนกดนางลงใต้ร่างทันที
“เนี่ยน...”
เขาคลอเคลียซอกคอนางอย่างสนิทสนม คล้ายวิหคที่ช่วยกันสางขนให้กัน
จู่ ๆ อวี่เชียนอีก็ออดอ้อนแนบชิดถึงเพียงนี้ ทำให้หยุนเนี่ยนไม่ค่อยคุ้นชินนัก
“เจ้าเป็นอะไรไป?”
เขาซุกใบหน้าแนบอกนาง สูดกลิ่นอายของคู่ครองเข้าเต็มปอด กลิ่นนั้นทำให้เขาซึ่งกำลังเข้าสู่ระยะคลั่งหลงรู้สึกสงบใจเป็นพิเศษ
อวี่เชียนอีอุ้มนางขึ้นนั่งบนตัก
แผ่นหลังของหยุนเนี่ยนแนบสนิทกับหน้าท้องที่แข็งแรงของเขา ท้ายทอยพิงอยู่กับแผงอกกำยำ
ลมหายใจอุ่นร้อนของตัวผู้รินรดต้นคอนาง ก่อนที่เขาจะวางคางลงบนไหล่ของนาง
ในระยะคลั่งหลง อวี่เชียนอีไม่อาจวางท่าเย่อหยิ่งเช่นแต่ก่อนได้อีก ในใจและสายตาของเขามีเพียงความปรารถนาจะแสดงตัวตนและใกล้ชิดกับคู่ครอง
เขาแนบริมฝีปากกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความร้อนรุ่มและออดอ้อน
“เนี่ยน เผ่าขนนกของเรามีธรรมเนียมการบินเกี้ยวพาราสี หลังตัวผู้จับหญิงสาวไว้แนบกายแล้ว จะบินโฉบลงมา บินวนเป็นเกลียว...เพื่อแสดงความสามารถของตัวผู้”
อวี่เชียนอีพูดจบก็อุ้มนางขึ้น กางปีกยาวเรียวออก สะบัดปีกครั้งหนึ่ง ปลายเท้าแตะพื้นแผ่วเบา ก่อนทะยานขึ้นสู่ฟ้า
ใต้แสงสนธยา ปลายขนปีกของเขาแต้มสีดำไล่เฉด ราวกับเคลือบไว้ด้วยแพรทองอันหรูหรา งดงามบริสุทธิ์จนชวนตะลึง
“อ๊ะ!”
หยุนเนี่ยนยังไม่ทันตั้งตัว ข้างหูก็เหลือเพียงเสียงลมยามพลบค่ำกรีดกราย
นางจำต้องโอบคออวี่เชียนอีไว้ พริบตาเดียวทั้งคู่ก็ทะยานขึ้นไปสูงหลายร้อยเมตร
