แม่ม่ายติงชะงักฝีเท้า
น้ำตาไหลพรากยิ่งกว่าเดิม เธอสะอื้นฮักแล้วพูดว่า “ทนไม่ไหวแล้วจะให้ทำยังไง!”
“ขนมโวโถวที่บ้านแข็งเหมือนก้อนหิน ยาย่ากัดไม่เข้า จะให้ทำยังไงล่ะ?”
เธอคับแค้นใจจนท้ายที่สุดพูดแทบไม่เป็นคำ “คนทั้งบ้านแบ่งขนมโวโถวให้แม่ลูกแค่ครึ่งก้อน ถ้าเราไม่กินผักป่าก็ต้องอดตาย!”
ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นรังหมาป่า ผู้คนไม่ค่อยเข้ามา และมีผักป่าอยู่มากมาย
เธอจะถึงกับเสี่ยงชีวิตแบบนี้ทำไม?
“พี่สะใภ้ติง เรื่องเมื่อคืนก่อนมีคนวางแผนใส่ร้ายผมจริง ๆ ผมไม่ได้คิดร้าย”
เถี่ยจู้รีบอธิบาย
จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงจริงจังขึ้น “ถ้าพี่เชื่อใจผม คืนนี้เปิดหน้าต่างไว้ ผมจะเอาเนื้อสุกมาให้แม่ลูกกิน”
เขามองใบหน้าซูบเซียวแต่ยังงดงามของแม่ม่ายติง พลางพูดอย่างจริงใจที่สุด
“เป็นไปไม่ได้!”
“ใครจะไปรู้ว่านายคิดจะ...”
คำพูดของแม่ม่ายติงติดอยู่ในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“พี่วางใจได้ ถ้าผมคิดจะลวนลามพี่ ผมลงมือในป่าไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอถึงกลางคืน”
เถี่ยจู้มองใบหน้าเล็ก ๆ ซูบผอมของยาย่า แล้วพูดต่อ “พี่ดูยาย่าสิ”
“ผอมจนหนังหุ้มกระดูก พี่ไม่อยากให้แกได้กินของดี ๆ บำรุงหน่อยหรือ? เชื่อผมสักครั้งเถอะ”
แม่ม่ายติงก้มมองลูก
ดวงตาของยาย่าชุ่มไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับเม้มโดยไม่รู้ตัว
เช้านี้ทั้งหมู่บ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อ มีเพียงแม่ลูกคู่นี้ที่ไม่ได้กิน เธออดสักหน่อยมันไม่เป็นไร แต่ยาย่ากำลังโต แถมไม่เคยได้กินเนื้อสักคำ น่าสงสารจริง ๆ
