“ลุงใหญ่ครับ ตอนนี้เป็นปีข้าวยากหมากแพง เลี้ยงหมูยังไม่รอดเลย”
“เมื่อกี้ลุงหู่ก็พูดแล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่าข้าวแพงกว่าทองคำเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงเนื้อเลย เงินจำนวนนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว”
เถี่ยจู้ถอนหายใจอย่างรู้สึกอะไรบางอย่าง
หวังเจี้ยนเย่พยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริงอย่างที่ว่าละนะ...”
ปากพูดอย่างนั้น แต่ในใจก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
“เอาละ ๆ รีบไปกันเถอะ”
“พรุ่งนี้เช้าเราลุงกับหลานไปกินซาลาเปาไส้เนื้อกัน!”
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงโรงแรมรับรอง
หวังเจี้ยนเย่มองผ้าปูที่นอนและปลอกผ้าห่มสีขาวสะอาด ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก
“เถี่ยจู้ ห้องนี้ดีเกินไปแล้วมั้ง?”
“พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงคงอยู่ห้องแบบนี้แหละมั้ง ถึงว่าคืนละหนึ่งหยวน!”
เขาเป็นชายบ้านนอกตัวหยาบกร้าน นั่งก็ไม่กล้านั่ง นอนก็ไม่กล้านอน กลัวจะทำของเขาสกปรก
“ลุงใหญ่ นอนเถอะครับ เขาหาเงินจากตรงนี้แหละ”
“ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เรายังมีธุระอีกนะครับ!”
เถี่ยจู้ตรากตรำอยู่ในป่ามาทั้งวัน แถมกลางคืนยังเข็นรถอีก ไม่ไหวแล้วจริง ๆ
ดวงตาหนักอึ้งราวกับมีตุ้มเหล็กถ่วง พอหัวแตะหมอนก็หลับไปทันที
เห็นเถี่ยจู้ไม่ถอดเสื้อผ้าก็ทำท่าจะล้มลงบนเตียง เขารีบดึงตัวขึ้นมา
“เถี่ยจู้ รีบลุกขึ้น ถอดเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยนอน อย่าไปถูให้เขาสกปรก เดี๋ยวต้องชดใช้!”
“พวกเราเพิ่งหาเงินได้บ้าง แต่ก็อย่าฟุ่มเฟือยแบบนี้สิ!”
แต่เถี่ยจู้ไม่ขยับสักนิด เอาแต่พึมพำกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไรครับ นอนเถอะ...”
“เอ่อ...ก็ได้!”
“ไอ้เด็กเหลือขอนี่จริง ๆ เลย!”
หวังเจี้ยนเย่ค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าให้เขา แล้วยังโน้มตัวไปดมเท้าเขาอีก
พอแน่ใจว่าไม่มีกลิ่นแล้ว ถึงค่อย ๆ ขึ้นเตียงอย่างระมัดระวัง
