“หา? หมายความว่ายังไง?”
เถี่ยจู้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจพลันรู้สึกวูบขึ้นมา
“ข้าวของโรงงานเรามีโควตาจำกัด ผมให้คุณได้มากที่สุดก็ข้าวสารสิบชั่ง แป้งสาลีสิบชั่ง แล้วก็ข้าวโพดบดห้าสิบชั่ง”
“มีแค่นี้เองเหรอ...”
ผลลัพธ์ผิดไปจากที่คาด เถี่ยจู้ผิดหวังอย่างหนัก
ผู้กำกับหู่ช่วยพูดเสริมจากด้านข้างว่า “เถี่ยจู้ ตาแก่นี่พูดความจริง”
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้แค่นี้แหละครับ”
สุดท้ายคำนวณแล้ว ผู้กำกับหู่จ่ายเงินให้สองร้อยสามหยวน
ส่วนผู้จัดการหวัง นอกจากข้าวที่พูดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ยังต้องจ่ายเงินเพิ่มให้อีกเก้าสิบแปดหยวน
“ลุงหวัง คืนนี้ผมจะพักที่โรงแรมรับรอง พกข้าวติดตัวไว้ไม่สะดวก ส่วนเนื้อก็มีเยอะเกินไป ลุงเข็นรถกลับไปก่อนเถอะครับ”
“พรุ่งนี้เราค่อยมารับรถ แล้วก็เอาข้าวกลับไปด้วย”
“ไม่มีปัญหา!”
หลังจากตกลงกับผู้จัดการหวังเรียบร้อย เรื่องนี้ก็เป็นอันจัดการเสร็จ
ก่อนจากไป ผู้กำกับหู่หันไปกำชับเสี่ยวหลิวอีกครั้งว่า “ไอ้เด็กเวร ฟังให้ดี!”
“ต่อไปเถี่ยจู้ก็เป็นหลานชายของฉันแล้ว ถ้าเขามาตลาดมืดอีก นายช่วยดูแลเขาหน่อย!”
“วางใจเถอะครับ ลุงหู่ ต่อไปเขาก็เป็นพี่น้องกับผม”
“ดีแล้ว”
พูดจบ ทั้งสองก็จากไป
“พี่หลิว พี่กับลุงหู่เป็นอะไรกันเหรอครับ?”
เถี่ยจู้มองตามแผ่นหลังของผู้กำกับหู่แล้วถามขึ้น
“เฮ้อ พ่อฉันกับลุงหู่เป็นคู่หูเก่ากัน เป็นพี่น้องที่พร้อมตายแทนกันได้”
“เมื่อก่อนพ่อฉันเป็นผู้ชี้นำการเมืองอยู่ที่สถานีตำรวจ เมื่อสี่ปีก่อนออกไปปฏิบัติภารกิจกับลุงหู่...แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย...”
เสี่ยวหลิวสูดหายใจลึก ดวงตาหม่นลงเล็กน้อย
“ขอโทษนะพี่หลิว ผมทำให้พี่นึกถึงเรื่องเศร้าเข้าแล้ว”
