ยามทานอาหาร อาสะใภ้เอ่ยแนะนำเด็กชายตัวน้อยที่นางอุ้มอยู่ในอ้อมอกด้วยตนเอง
“พี่หญิง นี่คือหยางฉิน เด็กที่ข้ากับหยางหมิงไปขอมาจากญาติทางบ้านข้าเมื่อสองปีก่อน ตั้งชื่อว่าหยางฉิน ฉินที่แปลว่าขยันนั่นแหละ สองบ้านอยู่ห่างไกลกัน จึงยังไม่มีโอกาสได้บอกพี่ พี่อย่าได้โกรธกันเลยนะ!”
ซูมู่รู้ดีแก่ใจ ว่าครั้งนั้นคนที่เสนอให้อุ้มห้าไปเลี้ยงก็คือน้องสะใภ้คนนี้ นางอู๋จวน
หลังจากนางปฏิเสธไป อู๋จวนก็เก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ คาดว่าจนบัดนี้ก็ยังมิหาย
ยามนั้นนางเห็นว่าตระกูลซูลำบากยากจนถึงเพียงนี้ มีบุตรชายมากมายก็เป็นภาระ สองบ้านใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ จะขออุ้มห้าไปเลี้ยงก็ได้ นางก็มิได้คิดจะทำร้ายห้าหรอก ยังช่วยแบ่งเบาภาระให้นางอีก เหตุใดนางจึงไม่ยอม
กระนั้น แม่ผู้หนึ่ง จะยอมยกบุตรของตนให้ผู้อื่นได้อย่างไร
ซูมู่ก็มิได้ถือสานางมากความ ผ่านมาสองปีก็ไร้ข่าวคราว ถึงจะเป็นเด็กที่ขอมาเลี้ยง แต่หยางหมิงก็เหลือเพียงนางเป็นญาติพี่น้อง ถึงขั้นไม่ยอมส่งข่าวมาเลยสักคำ นึกว่าซูมู่ไม่โกรธหรือไร
แต่เมื่อได้มานั่งเผชิญหน้ากันแล้ว จะถือสาอะไรให้มากความ อยู่ร่วมกันอย่างสงบก็พอแล้ว
“พี่ไม่โทษพวกเจ้าหรอก มาถึงแล้วก็พักอยู่ให้สบายใจสักสองสามวัน ให้ครึกครื้นสนุกสนาน หากทางบ้านมีเรื่องลำบากอะไรก็บอกพี่มาเถิด บัดนี้บ้านพี่พอจะดีขึ้นบ้างแล้ว จะช่วยพวกเจ้าได้ก็จะช่วย”
ซูมู่ยังปรารถนาจะช่วยเหลือครอบครัวเดิมของตนอยู่บ้าง มีน้องชายเพียงคนเดียว จะช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใดก็ช่วยไป เรื่องที่ไม่เกินเลยก็ยังพอช่วยได้
