ซูหว่านดึงแขนเสื้อเจียงอวี้แล้วสาวเท้าจากไป เห็นซูเฉินกับซูอี้ยืนกอดอกลอบสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้น
สองพี่น้องแม้แต่ท่วงท่าก็ยังเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ต่างเพียงรูปร่างสูงต่ำเท่านั้น
“พี่สาม พี่ห้า?”
ซูหว่านพอเห็นพวกเขาก็รู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี รีบปล่อยแขนเสื้อเจียงอวี้ทันที
“เห็นเจ้าออกมาคนเดียว นึกว่ามีธุระอะไรเสียอีก ที่แท้ก็มารับแขกนี่เอง?”
ซูอี้ยิ้มเจื่อนจ้องมองเจียงอวี้
เจียงอวี้เลิกคิ้ว ทำท่าไม่ยี่หระพลางเล่นนิ้วมือตนเอง แขนเสื้อตรงที่ถูกซูหว่านจับยับยู่ องครักษ์สองนายเห็นดังนั้น คนหนึ่งก้าวเข้ามาช่วยจัดแขนเสื้อให้ แต่กลับถูกเขาปัดหลบ
“ถอยไป!”
องครักษ์ทั้งสองสบตากัน ไม่เคยเห็นซื่อจื่อเช่นนี้มาก่อน ยิ้มได้อ่อนโยนถึงเพียงนี้ยังไม่พอ ยังลดเกียรติลงมารองเท้าให้ผู้อื่นอีก
นี่คือซื่อจื่อผู้เย็นชา หยิ่งผยอง ไม่แยแสความรู้สึกผู้ใดของพวกเขางั้นหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ซื่อจื่อผู้รักความสะอาดเอี่ยมตามปกติ แม้แต่รอยยับแม้เพียงน้อยก็มิอาจมีบนกาย วันนี้กลับไม่แยแสเลยสักนิด
ต่อคำเสียดสีของซูอี้ เจียงอวี้ไม่เก็บมาใส่ใจ ซูหว่านก็เช่นกันนางเมินเฉยบุรุษหนุ่มที่เอ่ยขอโทษ พาเจียงอวี้และพี่ชายทั้งสองกลับไปยังห้องรับรองส่วนตัวของตน
บุรุษหนุ่มได้แต่มองแผ่นหลังของสาวน้อยที่เดินห่างออกไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ซูมู่ประหลาดใจยิ่งนักกับการมาของเจียงอวี้ ซูอวินก็มองเขาอย่างเหลือเชื่อ ปรากฏตัวเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีสุ้มเสียงแม้แต่น้อย
“อาอวี้ เหตุใดเจ้าจึงมาได้เล่า?” ซูมู่กระตือรือร้นฉุดให้เจียงอวนี้นั่งลง
