ซูหว่านรู้สึกเช่นนี้จากใจจริงในขณะนั้น มิได้คิดถึงเจียงอวี้แล้วจึงจงใจพูดเลี่ยงแต่อย่างใด
ส่วนซูจิ่งและซูอี้เมื่อได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกจุกจับใจอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มบนใบหน้าเจือไปด้วยความเอ็นดู
เพียงเท่านี้ นางก็พอใจแล้วหรือ?
ซูจิ่งอดไม่ได้ที่จะลูบศีรษะนางเบา ๆ พลางกล่าวว่า
“เด็กโง่เอ๋ย ยังอยากซื้อสิ่งใดอีกหรือไม่? พี่ใหญ่จะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
“พวกเราไปทานมื้อเที่ยงที่จันทร์เต็มฟ้าทอแสง ณ หอทิศประจิมกันเถอะเจ้าคะ ข้าได้ยินพี่สี่บอกว่า ทางครัวพวกเขาคิดค้นของหวานสูตรใหม่ที่อร่อยยิ่งนัก ข้าอยากทาน” ซูหว่านเอ่ยขอร้องพลางดึงชายเสื้อของพี่ใหญ่และพี่ห้า
“ได้สิ เจ้าอยากทานสิ่งใดก็ได้ ไปกันเถอะ!” ซูจิ่งพานางออกจากห้องบิงจี
ส่วนซูอี้เมื่อออกมาก็หยิบร่มมาคันหนึ่ง คอยกางร่มบังแดดให้ซูหว่านอย่างเงียบ ๆ
สามพี่น้องเดินไปจนถึงจันทร์เต็มฟ้าทอแสง ณ หอทิศประจิม หลิวหยุนและหลิวอิ๋งเดินตามหลังมาด้วย พวกเขาบังเอิญพบซูอวินอยู่ที่โถงหน้า กำลังพูดคุยกับผู้ดูแลลั่วอยู่สิ่งใดบางอย่าง
ผู้ดูแลลั่วเหลือบเห็นซูหว่านและพวกพ้องมา จึงส่งสายตาให้ซูอวินหันกลับไป
ซูอวินหันมาเห็นพี่ใหญ่และซูหว่านมาด้วย แววตาตื่นเต้นเป็นพิเศษ
“พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“พวกเรามาทานข้าว แถมแวะมาหาพี่สี่ด้วย” ซูหว่านตอบ
“ใช่แล้ว มาทานมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนพวกเรากันหน่อยเถิดพี่สี่ อีกไม่กี่วันพี่ใหญ่ก็ต้องไปแล้ว” ซูอี้ยิ้มอย่างอ่อนโยน
ซูอวินจะปฏิเสธได้อย่างไร เขาเอ่ยลาผู้ดูแลลั่วแล้วก็ไปทานข้าวที่ห้องส่วนตัวกับซูหว่านและพวกพ้อง
ซูหว่านเรียกหลิวหยุนและหลิวอิ๋งให้นั่งลงทานด้วยกัน สองสาวรู้สึกเก้อเขิน ไม่กล้านั่งโต๊ะเดียวกับนายหญิง แต่สำหรับซูหว่านแล้ว ความคิดเรื่องชนชั้นไม่ได้เคร่งครัดถึงเพียงนั้น