วันต่อมา ซูอี้ไม่ได้ออกไปตั้งแผงขายของ แต่กลับนัดซูหว่านไปด้วยกันที่สำนักนายหน้าเพื่อดูร้าน
สำนักนายหน้าเห็นซูหว่านมาก็ต้อนรับอย่างอบอุ่น พอดีซูหว่านก็ต้องการซื้อคนกลับไปสองคนด้วย เมื่อถึงเวลาที่ห้องหยกงามเปิดกิจการจะได้มีคนช่วยงาน
หน้าร้านที่ซูอี้จะเลือกไม่จำเป็นต้องทำเลดีมาก แค่ให้อยู่บนถนนเส้นเดียวกับที่เขาเคยวาดภาพเหมือนก็พอ พื้นที่ไม่กี่สิบตารางวาก็เพียงพอ เช่าไว้ก่อนครึ่งปี
ทำเลทั่วไป พื้นที่ไม่ใหญ่ ค่าเช่าก็เลยค่อนข้างถูก เดือนละยี่สิบตำลึง เช่าครึ่งปีก็เป็นหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง
พอมีร้านเป็นของตัวเอง ซูอี้ก็ต้องขึ้นค่าวาดภาพ จากเดิมห้าสิบเหรียญอีแปะต่อภาพ ก็ขึ้นเป็นแปดสิบเหรียญอีแปะต่อภาพ ยังคงยึดมั่นในหลักการแต่แรกเริ่ม คือเหมือนจู๋เจียงไท่กงตกปลา ผู้เต็มใจก็ติดเบ็ดเอง
ซูหว่านที่สำนักนายหน้าได้ซื้อคนมาอีกสองคนก่อนจะกลับ เป็นสาวใช้คนหนึ่งอายุสิบห้าปี ฉลาดหลักแหลม พูดจาคล่องแคล่ว ชื่อว่าเฉาหยุน กับบ่าวชายอีกคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ กำลังมาก ชื่อว่าเปียวจื่อ
คนที่ไว้คอยดูแลหน้าร้านแบบนี้ จะเลือกคนผอมบางไม่ได้ ต้องเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วให้ความรู้สึกปลอดภัยมาก ๆ เหมือนรูปปั้น ถ้าใครกล้าหนีไม่จ่ายเงิน เขาก็จะต้องมีกำลังพอที่จะจัดการคนนั้นได้
เปียวจื่อคนนี้ใช้เงินไปถึงแปดสิบตำลึงกว่าจะซื้อมาได้ เหตุผลก็ไม่มีอื่นไกล เพราะเขามีกล้ามเนื้อและพละกำลังเต็มตัว
ซูหว่านพาพวกเขาไปส่งที่โรงงาน ต่อไปนี้พวกเขาจะได้อยู่ที่โรงงานพร้อมกับเสี่ยวสู่และคนอื่น ๆ
ร้านห้องหยกงามก็อยู่บนถนนจันทร์เต็มฟ้าทอแสง ณ หอทิศประจิมเส้นนี้เหมือนกัน เวลาทำงานก็สะดวกมาก
