หลินฉินซวงสวมเสื้อคลุมคอขนสัตว์สีบัวอ่อน ทาบกรอบประตู มองใบไม้ในสวนที่ถูกลมเหนือพัดร่วงหล่นหมุนคว้างกลางอากาศด้วยใจล่องลอย
เมื่อก่อนในเรือนนี้คึกคัก นักการท่านมาห้องของหลินเสี่ยวเนียงทุกค่ำคืน บัดนี้ ครึ่งเดือนมาก็มิได้ย่างกรายมาอีกเลย บ่าวรับใช้ก็พากันซุบซิบ อีกทั้งกุญแจและป้ายจัดการเรือนของหลินเสี่ยวเนียงถูกเรียกคืน ก็ยิ่งดูแคลนผู้คนในเรือนนี้หนักขึ้น เพียงแต่หลินเสี่ยวเนียงเคยผูกขาดความโปรดปราน อีกทั้งยังมีบุตรชายหญิงคู่หนึ่ง ดังนั้นเครื่องนุ่งห่มและของใช้ยังคงเหมือนเดิม สาวใช้และมามัวทั้งหลายก็ได้แต่นินทาลับหลัง มิกล้าประจานให้เห็นชัดแจ้ง
ลมหนาวทวีแรงขึ้น สายลมก็พัดกระโชก หลินฉินซวงยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งก็กลับเข้าเรือน
ในเรือนม่อหลานกำลังถือรวมบทกวีท่องบทกวี หลินฉินซวงเห็นบุตรสาวว่านอนสอนง่ายเฉกนี้ มีพรสวรรค์ทางอักษรา กายที่เพิ่งสั่นเทาด้วยความหนาวก็พลันอบอุ่นขึ้นมา
“ม่อเอ๋อร์ของแม่ช่างรักเรียนนัก อ่านถึงบทใดแล้ว? บทใดไม่เข้าใจ แม่จะสอน” หลินฉินซวงลูบไล้ม่อหลานอย่างทะนุถนอม มอบความรักอ่อนโยนทั้งหมดรดรดบุตรสาวของนาง
เสวี่ยเนียงมองดูอยู่ข้างๆ พลันนึกอะไรขึ้นได้ กล่าวกับหลินฉินซวงว่า “คุณหนูฮวาหลานออกเรือนไปแล้ว ข้างกายท่านย่าไม่มีใคร ได้ยินตงหรงคนสนิทของนักการท่านว่า ท่านย่ากำลังคิดจะเลือกเด็กหญิงในสามคนที่เหลือสักคนมาเลี้ยงดูใต้เข่า”
หลินฉินซวงรู้สึกได้รางๆ ว่านี่คือโอกาส ก้มหน้าพูดกับม่อหลานว่า “ม่อเอ๋อร์ เจ้าตั้งใจเรียนบทกวี พวกเราไปอวดโฉมต่อหน้าท่านย่า หวังรั่วฝูนั่นไม่มีทางปล่อยให้หรูหลานให้ท่านย่าเลี้ยงดูหรอก เมื่อถึงเวลาเจ้ากับหมิงหลาน นางต้องเลือกเจ้าแน่”
ม่อหลานเบะปากกล่าว “ข้าไม่ยอมไปหรอก ข้าจะอยู่ข้างกายแม่ แม่ก็สอนข้าได้นี่ ข้าไม่ไปหาย่าหรอก”
“ม่อเอ๋อร์โง่เอ๊ย หากแม่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ย่อมไม่ให้เจ้าไป ท่านย่าคือบุตรีเพียงคนเดียวของหย่งอี้โหว ผู้มียศถาและประสบการณ์ไม่ธรรมดา ฮวาหลานถูกท่านย่าอบรมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ จึงได้แต่งเข้าเรือนปั๋ว ถ้าเจ้าได้แต่งเข้าตระกูลปั๋วเฉกเช่นกัน แม่ก็จะอยู่อย่างสุขสบายในบ้านนี้” หลินฉินซวงมองม่อหลานด้วยแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ราวกับม่อหลานคือตัวนางในวัยเยาว์ ที่สามารถทำความฝันอันค้างคาทุกประการแทนนาง
ม่อหลานกระพริบตาปริบๆ “ในเมื่อแม่ชอบเยี่ยงนี้ ม่อเอ๋อร์ก็ยอมลองดู เพียงแค่ข้ายืนอยู่ตรงนั้น หรูหลานที่โง่งมดุจสุกร หมิงหลานที่ขลาดกลัวดุจหนู ก็มิใช่คู่มือข้า”
หลินฉินซวงมองม่อหลานอย่างปลาบปลื้ม “สมกับเป็นลูกแม่ ไม่ยอมอยู่ใต้บังคับใครเหมือนแม่ มีความทะเยอทะยาน” จากนั้นรับรวมบทกวีจากมือม่อหลาน เตรียมหาบทกวีที่เหมาะสมไปแสดงต่อหน้าท่านย่า
“เมื่อคืนฝันเห็นบุปผาร่วงในสระน้ำนิ่ง น่าเวทนาฤดูใบไม้ผลิผ่านครึ่งก็ยังมิได้กลับเรือน ม่อเอ๋อร์ เจ้าท่องบทนี้ ‘ตำหนักวสันต์ บุปผาจันทรา’ ของจางรั่วซวีนั่นแหละ”
“แม่ บทนี้ยาวนัก ข้าคงต้องท่องอีกนาน” ม่อหลานไม่ค่อยพอใจนัก
“ม่อเอ๋อร์ของแม่ปราดเปรื่องนัก ประเดี๋ยวก็ท่องได้ คัดบทนี้แหละ รีบท่องเข้า”
หลินฉินซวงเงยหน้าสบตาเสวี่ยเนียง เสวี่ยเนียงเข้าใจความหมาย ทั้งสองเดินไปห้องข้าง
“ช่วงนี้นางเว่ยเป็นเช่นไรบ้าง?” หลินฉินซวงถามเสียงต่ำ
เสวี่ยเนียงรู้ว่านางถามว่าเรื่องนั้นเหตุใดจึงไม่สำเร็จ หวาดเกรงว่านายจะตำหนิ จึงได้แต่พูดกึ่งจริงกึ่งเท็จปิดบัง “ช่วงนี้เสี่ยวเนียงเว่ยระมัดระวังยิ่งนัก ของที่เสี่ยวเนียงส่งไปล้วนเก็บไว้มิได้ใช้ มีเพียงโสมป่านั้นที่ใช้ไปหน่อยหนึ่ง ฟังจูโหลวว่าเสี่ยวเนียงเว่ยรีบให้กายฟื้นดังเดิม ของที่เราส่งไปคงใกล้ได้ใช้แล้ว”
“เอาล่ะ เจ้าบอกจูโหลวกับลวี้หลัวให้ใส่ใจมากขึ้น หากมีอะไรให้รีบรายงาน เมื่องานสำเร็จ จะไม่ขาดรางวัลพวกนาง” หลินฉินซวงขมวดคิ้ว ดูท่าจะไม่ใคร่พอใจผลลัพธ์ของเรื่องนี้
เสวี่ยเนียงรับคำติดๆ กัน คิดในใจว่าครานี้ถือว่าตบตาหลอกผ่านไปได้ ส่วนนางเว่ยนั่น ก็ชะตาหนักหนาจริงๆ ไม่รู้ว่ารู้สึกผิดสังเกตแล้วหรือไม่ ต้องให้สองคนนั้นรายงานตามจริง เกรงว่าจะเสียแรงเปล่าอีก ได้แต่ลำบากตรากตรำต่อหน้าหลินเสี่ยวเนียงโดยไร้ผล
ด้านหม่านเนียงกลับไม่เร่งร้อนสักนิด การพักฟื้นหลังคลอดต้องใช้เวลา อีกทั้งตนต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งนัก ย่อมต้องบำรุงกายให้ดี
หลังครั้งที่ร่ำไห้ฟ้องครั้งนั้น เซิ่งหงสงสารหม่านเนียง มักมาเยี่ยมเยียน หม่านเนียงก็จะทำทีอ่อนแออิดโรยทุกครา ชวนให้เอ็นดู เซิ่งหงก็ชอบพอดีนัก อ้างว่าตระกูลเซิ่งสืบลูกหลานยาก สั่งให้ฮูหยินสุภาพสตรีส่งของดีมาไม่น้อย อีกทั้งยังให้ตามหาหมอมาปรุงยาบำรุงกายให้หม่านเนียงโดยเฉพาะ
สิ่งเดียวที่ติดใจคือ หม่านเนียงรู้สึกว่าทุกอิริยาบถของตนถูกจับตามอง ตั้งแต่หลินเสี่ยวเนียงวางแผนกำจัดเสี่ยวเตี๋ยคนข้างกายเว่ยซู่ยี่แล้ว ก็ได้จัดให้ลวี้หลัวและจูโหลวสองสาวใช้มาปรนนิบัติ บัดนี้สองสาวใช้กลับจับตาดูหม่านเนียงแน่นหนาขึ้น บางทีถึงกับลืมหน้าที่ของตนไป
นี่ทำให้หม่านเนียงหวนนึกถึงชาติก่อน ณ ตรอกเถียนสุ่ย ที่ถูกฉางมามัวจับตาเฉกนี้ ความรู้สึกอึดอัดราวกับหายใจไม่ออกนั้นชวนให้ทุกข์ใจยิ่งนัก หม่านเนียงพลันรู้สึกราวกับว่ามีหนามทิ่มหลัง อยากจะกำจัดสองคนนี้เสียให้สิ้นซาก แต่ก็ไร้ข้ออ้างอันเหมาะสม จึงได้แต่เก็บงำไว้ รอให้พวกนางเผยจุดอ่อนเสียก่อน