ซ่งต้าจวงจัดการเรื่องกำลังพลเรียบร้อยแล้ว คลานมาจากอีกฟากของเพิงพัก ทรุดตัวลงนั่งข้างเหลี่ยงเจ๋ออย่างหมดแรง ทรายสีเหลืองที่ติดเต็มตัวร่วงกราวลงมากองหนึ่ง
“หัวหน้าเหลี่ยง สู้ไปแบบนี้ไม่ใช่ทางนะ” เขาปาดเม็ดทรายบนหน้า ก่อนยกมือชี้ไปยังอากาศนอกเพิงที่ถูกพายุหมุนบิดเบี้ยว “ลมท่าทางจะพัดอีกเป็นนาน เพิงชั่วคราวของเราก็เหมือนกระดาษแปะ ๆ เอาไว้ ทนได้อีกไม่นานหรอก”
เหลี่ยงเจ๋อพิงผนังเพิงเย็นเฉียบ หน้าผากย่นเป็นร่องลึก เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน? แต่นาทีนี้พายุทรายคละคลุ้งไปทั่วสารทิศ แยกทิศทางไม่ออก ถ้าบุ่มบ่ามออกไป อย่าว่าแต่กลับฐานได้เลย เกรงว่าคงถูกทรายสีเหลืองกลืนหายไปในพริบตา
“พลวิทยุ ยังติดต่อฐานได้ไหม?” ซ่งต้าจวงหันไปตะโกนถามพลวิทยุที่อยู่ไม่ไกล
พลวิทยุกอดวิทยุไว้ กดส่งเสียงดังสนั่น แต่ในเครื่องมีแต่เสียงสัญญาณรบกวนแสบแก้วหู “ไม่ได้ครับ รองผู้กองต้าจวง! พายุทรายรบกวนหนักมาก วิทยุใช้การไม่ได้เลย!”
“ถึงติดต่อได้ ก็อย่าให้ฐานส่งกำลังเสริมมาอีกเลย มีแต่จะเพิ่มคนบาดเจ็บล้มตาย” เหลี่ยงเจ๋อยื่นมือไปกดซ่งต้าจวงไว้ “ตอนนี้ได้แต่พึ่งตัวเอง ทนไปจนพายุทรายหยุด”
“แต่ดูอากาศบัดซบนี่สิ! เราจะทนได้อีกสักกี่นาที!” ซ่งต้าจวงแผดเสียง
พวกทหารในเพิงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลอยเป็นกังวลขึ้นมา บรรยากาศที่อึมครึมอยู่แล้วก็ยิ่งหม่นหมองหนักกว่าเดิม
ทันใดนั้น ทหารนายหนึ่งก็ชี้ออกไปนอกเพิง น้ำเสียงตื่นเต้นจนผิดปกติ “ผู้กอง! รองผู้กอง! ดูนั่น!”
เหลี่ยงเจ๋อและซ่งต้าจวงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน มองเห็นท่ามกลางพายุทรายไกลออกไป มีแสงดาวสองดวงกะพริบวูบวาบ ราวกับดวงดาวในคืนมืด อ่อนแรงแต่แน่วแน่
แสงนั้นกำลังต้านลมกรรโชก คล้อยเคลื่อนเข้ามาทางเพิงพักช้า ๆ บางครั้งถูกทรายสีเหลืองปลิวคลุ้งกลืนหายไปจนหมด บางครั้งก็พยายามฝ่าความสับสนอลหม่านทะลุออกมา ก่อนค่อย ๆ ยาวขึ้น นิ่งขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่แสงสองเล่มที่ฟันม่านหมอกสีเหลืองที่ปกคลุมไปทั่วออก
