หวังซิ่วอิงได้ยินเสียงเปิดประตู ก็เงยหน้าขึ้นไปดู เห็นเป็นซูหนิงหยาน ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที
“หนิงหยานมาหรือจ๊ะ?”
ซูหนิงหยานยิ้มบาง ๆ “ป้าหวัง วันนี้หนูมาขอรบกวนป้าละนะ”
หวังซิ่วอิงทำหน้านิ่ว ๆ “เด็กคนนี้ พูดอะไรกัน ฉันบอกเธอตั้งนานแล้ว ว่ามีอะไรก็มาหาฉันได้ตลอด อะไรจะรบกวนไม่รบกวน”
ซูหนิงหยานไม่ได้อ้อมค้อม รีบบอกเจตนาของตัวเองออกมาตรง ๆ
พอหวังซิ่วอิงได้ยินว่าซูหนิงหยานจะรับลูกเขยเข้าบ้าน แถมยังเป็นคนที่คัดมาจากในศูนย์บรรเทาทุกข์อีก ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขึ้นมาทันที
“หนิงหยาน เธอต้องคิดให้ดีนะ ด้วยฐานะแบบเธอ อยากได้แบบไหนก็หาได้ทั้งนั้น”
“จะไปเอาคนจากศูนย์บรรเทาทุกข์มาทำไมกัน?”
“รู้ไหมว่าต่อให้เธอกับเขาจดทะเบียนกันแล้ว ทะเบียนบ้านเขาก็ย้ายมาที่นี่ไม่ได้นะ ต่อไปก็จะไม่ได้ข้าวสารตามโควตา”
ซูหนิงหยานได้แต่ฝืนใจอธิบาย “ป้าหวัง สภาพครอบครัวของหนู ป้าก็รู้ดีอยู่แล้ว”
“น้องสาวหนูยังเล็กมาก หนูต้องเลี้ยงน้องให้โต”
“แล้วหนูก็สัญญากับแม่ไว้แล้ว ว่าต่อไปจะรับลูกเขยเข้าบ้าน เพื่อไม่ให้ตระกูลซูของเราขาดสายสกุล”
“หนูรู้ว่าฐานะหนูดี แต่ถ้าเป็นเรื่องรับลูกเขยเข้าบ้านล่ะก็ มันก็พูดยาก แล้วคนนี้หนูว่ายังไงก็โอเค”
“ทางบ้านเขาก็ไม่มีใครแล้ว ต่อไปเราสองคนก็ช่วยกันใช้ชีวิต ถ้าเราสองคนขยันขันแข็ง ชีวิตมันจะแย่ไปได้ยังไงกัน”
ถึงซูหนิงหยานจะพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่หวังซิ่วอิงก็ยังไม่วางใจ พูดขึ้นว่า “คนอยู่ไหน? เธอเรียกเขาเข้ามาสิ ฉันจะได้ช่วยดูให้”
ซูหนิงหยานลุกขึ้นยืน แล้วตะโกนไปทางหน้าประตู “ต้าลี่ เข้ามาสิ!”
เฮาต้าลี่ได้ยินซูหนิงหยานเรียกตัวเอง ก็ตอบรับทันที แล้วผลักประตูเดินเข้าไป
อีกไม่นานก็จะได้เจอราชาแห่งฝาปิดหม้อคนดังแล้ว เฮาต้าลี่ในใจก็อดตื่นเต้นนิดหน่อยไม่ได้
หวังซิ่วอิงเห็นเฮาต้าลี่ผลักประตูเดินเข้ามา ก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “นี่เหรอ? ออกมาจากศูนย์บรรเทาทุกข์?”
“ถ้าหน้าตาดีขนาดนี้ รับเป็นลูกเขยเข้าบ้านก็ไม่เลวนี่นา”
ซูหนิงหยานเห็นเฮาต้าลี่เข้ามาแล้ว ก็เอ่ยแนะนำ “ป้าหวัง คนนี้คือเฮาต้าลี่”
“ต้าลี่ นี่คือหัวหน้าหวัง จากสำนักงานเขต”
เฮาต้าลี่รีบยิ้มแบบฉบับประจำตัวอย่างทันที “สวัสดีครับหัวหน้าหวัง”
พูดจบก็ยื่นมือออกไปจับมือกับหวังซิ่วอิงด้วย เฮาต้าลี่มีใบหน้าที่ดูน่าเชื่อถืออยู่แล้ว พอประกอบกับรอยยิ้มประจำตัวแบบนี้ ก็เอาชนะใจหวังซิ่วอิงได้ในพริบตา
หวังซิ่วอิงดึงเฮาต้าลี่ไปที่มุมหนึ่ง แล้วเริ่มถามถึงสภาพครอบครัวของเขา เฮาต้าลี่ก็ไม่ได้ปิดบัง เล่าเรื่องสภาพครอบครัวของตัวเองให้ฟังอีกครั้ง
พอหวังซิ่วอิงฟังจบ ก็ยังอดที่จะรู้สึกสงสารไม่ได้ เอามือตบมือเฮาต้าลี่เบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเอง”
เฮาต้าลี่พยักหน้า “ขอบคุณครับหัวหน้าหวัง พวกคุณวางใจได้ ผมจะขยันทำงานให้เต็มที่ พยายามทำให้ชีวิตดีขึ้นให้ได้”
หวังซิ่วอิงพยักหน้า “ได้สิ รอเธอสองคนตั้งตัวได้ก่อน แล้วค่อยมาหาฉัน”
“อย่างอื่นไม่กล้ารับปาก แต่จะหางานเบา ๆ ให้เธอทำ ไม่มีปัญหาแน่นอน”
เฮาต้าลี่พอได้ยินแบบนี้ ก็ลุกขึ้นยืนทันที แล้วโค้งคำนับให้ลึก ๆ “ขอบคุณครับหัวหน้าหวัง”
หวังซิ่วยิงตกใจ “เฮ้ย ๆ ๆ เด็กคนนี้จะทำอะไร รีบนั่งลงสิ”
พูดจบก็ดึงเฮาต้าลี่ให้นั่งลงข้าง ๆ ตัวเอง “แต่ฉันขอพูดกันตรง ๆ ก่อนนะ หนิงหยานฉันเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก”
“ฉันกับแม่เธอก็เป็นเพื่อนกัน ถ้าเธอกล้าทำให้เธอลำบาก ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่”
เฮาต้าลี่รีบยกมือขึ้นทันที “หัวหน้าหวัง วางใจได้เลยครับ ผมรับรองว่าผมจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด”
หวังซิ่วอิงตบมือเฮาต้าลี่เบา ๆ “เอาล่ะ ต่อไปเธอสองคนใช้ชีวิตให้ดี ๆ นั่นแหละดีที่สุดแล้ว”
พูดจบ หวังซิ่วอิงก็พาสองคนไปดำเนินการเรื่องเอกสารด้วยตัวเอง พอมีหัวหน้าสำนักงานเขตพาเดินนำ ก็จัดการเรื่องทะเบียนสมรสได้อย่างรวดเร็ว
แถมยังได้คูปองขนมหวาน กะละมัง และคูปองผ้าเช็ดตัวมาด้วย
สองคนเดินออกจากสำนักงานเขต มุ่งหน้าไปทางถนนหนานลัวกู่ด้วยกัน บรรยากาศค่อนข้างจะเก้อเขิน
ซูหนิงหยานคิดอยู่อึดใจก็เอ่ยขึ้น “วันนี้ก็นับว่าเป็นวันแต่งงานของเราสองคนเหมือนกัน ไปตลาดด้วยกันไหม ซื้อกับข้าวหน่อย เย็นนี้กลับไปฉลองกัน”
เฮาต้าลี่ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าเผยรอยยิ้มเขิน ๆ พร้อมเกาหัวเล็กน้อย “คือว่า ผม...”
ซูหนิงหยานย่อมรู้ดีว่าหมายถึงอะไร ยิ้มบาง ๆ แล้วพูด “เธอเป็นลูกเขยเข้าบ้านเรา เงินค่างานเลี้ยงก็เป็นฝ่ายฉันออกเองตามธรรมดา”
“ไปกันเถอะ!”
สองคนไปตลาดด้วยกัน ซื้อเนื้อมาครึ่งชั่งกับกระดูกที่ไม่ต้องใช้คูปองอีกเล็กน้อย ไม่ใช่ไม่อยากซื้อเพิ่ม แต่ซื้อเพิ่มก็ไม่ได้
ยุคนี้ซื้ออะไรก็ต้องใช้คูปอง นี่แหละคือเหตุผลที่เฮาต้าลี่พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ได้กล่องของขวัญสำหรับมือใหม่
ซื้อเนื้อเสร็จ ระหว่างทางกลับก็แวะไปร้านสหกรณ์ ซื้อขนมหวานมานิดหน่อย ทางสำนักงานเขตให้คูปองมา ก็ไม่ต้องควักเงินซื้อเอง
ซูหนิงหยานยังซื้อกะละมังใบใหม่ ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟันอะไรพวกนี้ให้เฮาต้าลี่ด้วย แล้วก็กลับไปที่ลานซื่อเหอหยวนด้วยกัน
เพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน หน้าลานซื่อเหอหยวนก็มีแค่ป้าสองสามคนนั่งเม้าท์กันอยู่
พอเห็นซูหนิงหยานพาผู้ชายกลับมาด้วย หน้าของเหล่าป้า ๆ ก็เต็มไปด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นทันที
ป้าสามหยางรุ่ยหัวสีหน้าเปลี่ยนเป็นมืดลงทันที ช่วงนี้เธอพยายามไกล่เกลี่ยให้ซูหนิงหยานกับหยานเจี๋ยเฉิงอยู่ตลอด ไม่คิดว่าจะให้ซูหนิงหยานพาคนจากข้างนอกกลับมาได้
ป้าลิวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พอเห็นสองคนกลับมา มือยังถือของอยู่ด้วย ก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “โอ้ย หนิงหยาน นี่ใครน่ะ?”
ซูหนิงหยานรู้ดีว่าป้า ๆ เหล่านี้เป็นพวกปากโป้งที่สุดในลานซื่อเหอหยวน ก็ตั้งใจจะใช้ปากพวกเธอประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อยู่แล้ว
เลยเอ่ยปากตรง ๆ “สวัสดีค่ะป้าทุกคน หนูจะแนะนำให้รู้จัก”
“คนนี้คือหนุ่มที่พี่สาวลูกพี่ลูกน้องแนะนำให้หนูรู้จัก เฮาต้าลี่ บ้านอยู่ที่เป่าฉิง”
“เราสองคนจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ต่อไปนี้เราก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”
พูดจบ ก็แนะนำเหล่าป้า ๆ ให้เฮาต้าลี่รู้จักทีละคน เฮาต้าลี่ก็แสร้งยิ้มแบบมาตรฐานออกมา ทักทายป้า ๆ ทีละคนอย่างนั้นแหละ
พอทักทายกันเสร็จ ซูหนิงหยานก็พูดขึ้น “ถ้าไม่มีอะไร เราสองคนกลับก่อนนะ เดี๋ยวเย็น ๆ รอทุกคนเลิกงานกันแล้ว หนูจะพาต้าลี่มาแจกขนมมงคล”
สองคนเพิ่งเดินจากไป หยางรุ่ยหัวก็ถุยน้ำลายทันที “หาได้จริง ๆ ด้วยนะ เอาคนหนีภัยมาเป็นผัว กลัวแต่จะโดนเขากินทรัพย์สมบัติจนหมดตัววันไหนไม่รู้”
เหล่าป้า ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที ใครจะพูดแบบนี้ก็ได้ แต่มีแค่บ้านเธอนี่แหละที่ไม่มีสิทธิ์พูด
หยางรุ่ยหัวได้ยินเสียงพวกเธอหัวเราะ ก็รีบหันกลับมาถาม “พวกเธอหัวเราะอะไร?”
“ฉันพูดผิดตรงไหน?”
ป้าลิวกลอกตาไปมา แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “ป้าสาม เมื่อกี้เธอไม่ถามซูหนิงหยานหน่อยเหรอว่าจะเลี้ยงฉลองงานแต่งไหม?”
หยางรุ่ยหัวตบขาตัวเองปังหนึ่งที “ใช่สิ โกรธจนหัวหมุนไปหมด ลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง?”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพอสามีฉันกลับบ้าน ฉันจะให้เขาไปถามบ้านพวกเขาว่าจะเลี้ยงฉลองงานแต่งไหม”
