“นับว่าเจ้าเป็นคุณหนูข้างเคหะแห่งตระกูลเสี้ย แท้ทว่ากลับก่อเรื่องน่ารังเกียจเช่นล่อลวงบุรุษต่างสกุล! ท่านอ๋องน้อยแซ่นเสิ่นนั้นบริสุทธิ์ซื่อตรง เจ้ากลับล่อลวงให้ท่านหนีออกจากราชธานีด้วยกัน หญิงสาวอย่างเจ้าทำได้ถึงเพี้ยนไร้ความละอายเช่นนี้กระนั้นหรือ?”
ทันทีถัดมา น้ำเย็นเยียบดังมีดก็สาดเข้าใส่หน้าอย่างไม่ไยดี
สาดจากศีรษะจรดปลายเท้า หวนหนิงอวี่สั่นเครือจากความเย็นเยียบ ค่อย ๆ ลืมดวงตาขึ้นช้า ๆ
นาง...บัดนี้อยู่ที่แห่งใด? ในเมื่อนางควรตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?
ก่อนถึงแก่กรรม ข่าวลือว่าฮองเฮาหนิงเต๊กใกล้ถึงแก่อสัญกรรมได้แพร่ไปทั่ว ราษฎรทั้งแผ่นดินต่างชื่นชมยินดี ส่วนนางนอนอยู่บนแท่งเตียงไม้จันทน์ม่วง ค้ำจุงลมหายใจสุดท้ายไว้ด้วยเครื่องยาหายากล้ำค่าที่สุดแห่งโลก
ท่านอ๋องน้อยแซ่นเสิ่น...หนีตามกัน?
เหล่าขุนนางผู้กล่าวโทษในราชสำนักแต่ก่อนเห็นนางเมื่อใด ดังปานเห็นตาเจี้ยผู้ยังมีชีวิตฟื้นคืน ต่างเอ่ยปรามาสว่านางเป็นฮองเฮาแท้ทว่าใจโลเล ล่อลวงขุนนางหนุ่มเจ้าเล่ห์ ใช้เสน่ห์ของสตรีช่วงชิงอำนาจ
ในบรรดาความชั่วนิรันดร์นับไม่ถ้วนที่สืบทอดมาในปากของพวกเขา การหนีตามท่านอ๋องน้อยแซ่นเสิ่นเมื่อครั้งเยาว์วัยนั้น ยังถือเป็นเพียงเรื่องจางหายที่สุดในบรรดาความบาปทั้งปวงของนาง
หวนหนิงอวี่รู้สึกลั้ลเปล่าประโยชน์ มิใช่หรือเรื่องมโหฬารนี้เป็นสิ่งที่นางก่อไว้ก่อนออกเรือน?
คุณชายเสี้ย
ท่านชราภรรยาผู้สาดน้ำใส่นางจนตื่น กล่าวจบก็โยนถังน้ำลงพื้น แล้วคำนับบุรุษเบื้องหน้าอย่างเคารพนบนอบ
“คุณชายเสี้ย ข้าน้อยจับตัวคุณหนูข้างเคหะมาถวายแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่นี้โปรดเหน็บแนมอย่างไรก็สมควรแก่กาลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ในลานบ้าน ดังเสียงหยกเคาะกันเบา ๆ เย็นชาดังหิมะตก
“มัดตัวมาขึ้นหน้าเรียกน้อยหน่อยเถิด”
ได้ยินน้ำเสียงนั้น หวนหนิงอวี่เปล่งเสียงสยองแลหา
นางกำลังถูกทาสใจร้ายจับกุมอยู่ จึงต้องฝืนเงยหน้าขึ้นอย่างลำบาก เห็นแต่แผ่นหินคราบน้ำชื้นฉ่ำ ลานเก่ารกร้างปกคลุมไปด้วยวัชพืช
และ...เสี้ยหลิม...
แม้อยู่ไกล เพียงเห็นเงาชุดขาวบริสุทธิ์ดังหิมะสัตตภัณฑ์ นางก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบดังยอดเขาหิมะที่แผ่มาจากร่างของเขา
ร่างของหวนหนิงอวี่สั่นคลอน
ราชธานีมีสตรีงามคู่นามกระฉ่อน
หนึ่งคือคุณหนูข้างเคหะแห่งสกุลเสี้ยนามหวนหนิงอวี่ อีกหนึ่งคือบุตรีที่รักที่สุดของหวีเสิ่นแซ่นสู้ นามสู้ชิงเหยา
คุณหนูสกุลเสี้ยเปี่ยมสิบสองเมือง เลื่องชื่อด้วยโฉมงาม ส่วนสู้ชิงเหยาเชี่ยวชาญครบทั้งพิณหมากรุกตำราภาพวาด เป็นแบบฉบับของคุณหนูสูงศักดิ์ทั้งราชธานี
ภายหลังหวนหนิงอวี่กลายเป็นฮองเฮา ส่วนสู้ชิงเหยาสมรสกับบุตรีข้างพี่ของนาง เสี้ยหลิม
สิ่งที่ชาวโลกเล่าขานกันอย่างมิเลิก คือคู่สมรสของทั้งสองนาง
และคู่สมรสของสู้ชิงเหยา ย่อมเป็นบุรุษเบื้องหน้านี้ ผู้เป็นสมุหราชมนตรีแซ่นเสี้ยผู้ครองอำนาจเหนือแผ่นดิน เสี้ยหลิม
นางเคยประจักษ์ด้วยตาเองว่าเขาถือพู่กันหมึกแดง ขีดฆ่านามเหล่าอ๋องสกุลขุนนางจากทะเบียนชีวิตและความตายอย่างไม่เปลี่ยนสี ยังเคยเห็นเขาเผชิญกับการสิ้นใจอย่างอาสัยของท่านสู่วราชเสวี่ย ก็ยังสำราญใจในการตวงน้ำหิมะต้มชาในศาลา
สมุหราชมนตรีผู้พลิกมือเป็นเมฆคว่ำมือเป็นฝนผู้นี้ ไม่อาจประมาณได้ว่าเบื้องหลังรูปโฉมสูงส่งดังภูเขาใหญ่นั้น บั่นทอนมลายเลือดมาสักเท่าใด
เมื่อเชื่อมโยงกับถ้อยคำก่อนหน้า หวนหนิงอวี่ตกใจจนเลือดหมดจากใบหน้า
นางนึกได้แล้ว
ปีหยงหนิงที่ 27 วันที่เก้าเดือนเจ็ด คุณหนูข้างเคหะอย่างนางได้หนีตามบุตรเล็กของตระกูลอ๋องแซ่นเสิ่นนามเสิ่นจิ้งอวี้ กลางทางที่ออกจากราชธานีถูกพวกสกุลเสี้ยจับกุมได้ ทั้งสองตระกูลโกรธกริ้ว เรื่องราวสะเทือนไปทั่ว ราษฎรทั้งเมืองล้วนรับรู้ และชื่อเสียงของนางก็พังทลายสิ้นดี
เหตุที่นางจำได้แม่นยำเช่นนี้ เพราะครั้งนั้นนางถูกลงทัณฑ์ตามกฎสกุลจนนอนติดเตียงนานครึ่งเดือน และถูกสั่งห้ามออกจากเรือนนานหลายเดือน
ที่สำคัญกว่านั้น ผู้จับตัวนางกลับเรือนสกุลเสี้ย คือทายาทหลานชายแท้ของสกุลเสี้ย สมุหราชมนตรีผู้เดียวในยุค บุรุษเยือกเย็นไร้หัวอกที่สุดแห่งโลก
เสี้ยหลิม ทวีราชกิจว่าเสวียนจี
พูดถึงความใกล้ชิด นางเป็นเครือญาติที่ถูกนำมาอุปการะไว้ในเรือนสกุลเสี้ย ต้องเรียกเขาว่าบุตรีข้างพี่ท่ามกลางเหล่าเยาวชนรุ่นเดียวกัน
ท่านชราภรรยาที่นำนางเข้าเรือนเคยเตือนสั่งว่า คนในสกุลเสี้ยล้วนเป็นทองสืบตระกูล แต่ไม่มีผู้ใดเทียบได้กับหลานชายเสี้ยหลิม นั่นคือดวงใจของท่านชราภรรยาแซ่นเสี้ย จึงย้ำเตือนเป็นครั้งคราวว่าอย่าได้ขัดมลทินบุรุษสูงศักดิ์ผู้นี้
นางก้มดวงตา จดจำไว้
เพียงแต่ในวันเทศกาลหรืองานเลี้ยงสกุลเท่านั้นจึงได้พบ คุณหนูอย่างนางที่อยู่ในเรือนของนางเลี้ยงฝ่ายที่สอง ก็ทำได้เพียงมองตามหลังเขาจากไกล ๆ ครั้งหนึ่ง
การที่นางหนีตามเสิ่นจิ้งอวี้ ก็คือเขาที่ยุติธรรมไร้ปรานี เสาะหาถึงพันลี้จับตัวนางกลับมา และก็คือเขาที่ประธานการลงทัณฑ์ ปฏิบัติกับนางเย็นชาดังน้ำแข็ง ไม่เปลี่ยนสี
วันที่ถูกจับตัวกลับเรือนนั้น ณ ศาลบรรพชนของสกุล เขาเป็นบุตรีข้างพี่ที่สมัครใจลงมือเองโดยมิให้ผู้ใดแทรกแซง ทุกท่อนของหวาดหวั่นนั้นไร้ห้วงเว้นวรรค
ทีละทีเปิดเนื้อลึกถึงกระดูก ทิ้งรอยแสบตาไว้บนผิวขาวของนาง เลือดชาดระเรื่อราวดอกพลัมแดงบานสะพรั่งกลางพื้นหิมะ
นางนอนเตลิดบนพื้น ทั้งร่างสั่นงันงก หอบหายใจระรื้น กายเต็มไปด้วยรอยแผงเลือด จ้องเขาด้วยดวงตาเคียดแค้น เปี่ยมราวสัตว์ร้ายคลั่งเดือด
บุรุษองค์ประเสริฐอย่างเสี้ยหลิมมิไยดีดวงตาเคียดแค้นนั้น เอ่ยเรียบนิ่ง
“เป็นมนุษย์ ต้องรู้แก่นเมตตา ความถูกต้อง ปัญญาและสติปัญญา รักษาคุณธรรมแห่งสตรีเถิด”
กล่าวจบ ทิ้งไม้เรียวลงพื้น เดินจากไปอย่างเฉยเมย
นางเกลียดชังเขาถึงที่สุดเช่นนั้นจริง
คืนนั้นนางเจ็บจนหมดสติ ต้องนอนติดเตียงเต็มครึ่งเดือน พักฟื้นอยู่ในหอนารี
การลงทัณฑ์ครั้งนั้น ทำให้นางทั้งเกลียดทั้งหวาดกลัวเสี้ยหลิม
นับแต่นั้นเสี้ยหลิมกลายเป็นผู้ที่นางหวาดกลัวที่สุด กระทั่งในฝันยังมีเงาของเขา ทุกค่ำคืนนางต้องกำผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือถึงจะหลับได้อย่างวางใจ
ภายหลังนางได้พบกับมู่หรงเซิน กลายเป็นฮองเฮาผู้ได้รับพระหรรษาเหนือกว่าทั้งหกคณะ นางเฝ้ากระหน่ำข้างพระกรรหาราชัน วางกลอุบายรายเปื้อน สังหารพวกพ้องของเขา เป็นศัตรูทางการเมืองกับเขา เพื่อชำระแค้นครั้งกระนั้น
ส่วนเสี้ยหลิมก็จากอัจฉริยะผู้ได้ตำแหน่งสามรางวัลสูงสุดแห่งการสอบขุนนาง กลายเป็นสมุหราชมนตรีผู้อยู่ใต้เดียวเหนือหมื่นพัน อำนาจสะท้านราชสำนัก และได้สมรสกับหญิงที่เทียบชั้นกันได้
นางต่อสู้กับสู้ชิงเหยามาสิบปี
ทว่าชื่อเสียงของหวนหนิงอวี่มิได้ดีนัก ประชาชนจึงเลื่อมใสสู้ชิงเหยาผู้อุดมด้วยตำราและวิชา ยิ่งกว่าฮองเฮาอย่างนางที่มีแต่โฉมงามเปล่า
คู่สมรสของสู้ชิงเหยาคือเสี้ยหลางผู้เลื่องชื่อที่สุดแห่งแผ่นดิน ทั้งสองสกุลล้วนสูงศักดิ์ใหญ่โต บุนบาทที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน ราษฎรต่างยินดีให้ปรารถนา
ยิ่งกว่านั้นคู่สมรสแซ่นเสี้ยทั้งสองก็รักใคร่กลมเกลียวเที่ยงตรงต่อกัน เสี้ยหลางรักภรรยายิ่งกว่าบุรุษทั้งแผ่นดิน กล่าวขานกันว่าท่านสมุหเขียนบทกวีบูชารักแด่ภรรยามิต่ำกว่าร้อยบท สิบปีผ่านไปทุกเช้ามิเคยขาดว่ายกมือนวดปรงให้ภรรยา คู่แร้งคู่แก้วเช่นนี้ ราษฎรอยากเป็นอยู่สักเพียงไหน จะไปเทียบได้กับฮองเฮาแจกันดอกไม้ผู้ใช้เสน่ห์อยู่ในวังได้อย่างไร?
บัดนี้นางมลายไปในตำหนักเว่ยยางแล้ว คิดถึงสมุหราชมนตรีผู้เป็นใหญ่ในสภามนตรีและเทิดทูนภรรยายิ่งนักผู้นี้ คงได้ขจัดภัยใจสำคัญไปเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตทั้งปวง หวนหนิงอวี่รู้สึกดังคลื่นใหญ่ซัดสะเทือนในดวงใจ
ไม่เช่นนั้นแล้ว...นางกลับคืนมายังวันนี้แห่งสิบปีก่อนกระนั้นหรือ?
“ยังไปครุ่นคิดอยู่เพราะเหตุใด? ยังไม่คำนับทายาทบุตรีข้างพี่เร็วเข้า!”
หวนหนิงอวี่ยังไม่ทันได้รู้สึกตัวเท่าใด ร่างก็ถูกท่านชราภรรยาผลักไปข้างหน้าอย่างหยาบคาย แขนล้มกระแทกพื้น ช้ำเป็นรอยเขียวคล้ำ
ทว่านางมิได้ใส่ใจถึงบาดแผลเหล่านั้น หากเงยดวงหน้าขึ้น ดวงตามองตรงไปยังบุรุษเพียงผู้เดียวกลางลาน
กัมปนาทพัดผ่านขึ้นมาทันใด พืชพันธุ์ในลานโยกไหวออกอาการเยือกเย็นเข้มขลัง
บุรุษสวมฉลององค์เดือนเกล็ดหิมะ สายลมหวีดผ่านปลายผ้าสีขาวของเขาโยนไหว เขายืนโดดเดี่ยวสง่างามกลางลาน มั่นคงดังภูเขาสะท้อนเหวลึก ดวงตาเยือกเย็น เพียงเหลียวมองจากไกล หูของนางก็เหมือนได้ยินเสียงพายุหิมะโหยหวนเยือกเย็น
หวนหนิงอวี่จ้องเขาไม่กระพริบดวงตา รูม่านตาหดเกร็ง
ย่อมมิใช่ความหลอนหลอก บุรุษเบื้องหน้าคือเสี้ยหลิมผู้งามสง่าดังหยก ทว่าเสี้ยหลิมแห่งขณะนี้ยังปราศจากความกดดันอันน่าสยองของผู้ครองตำแหน่งเหนือขุนนางทั้งปวง ไร้กลิ่นอายเอื้อเข่งเย็นเยียบที่ประจักษ์ในราชสำนัก เขายังมิใช่สมุหราชมนตรีผู้อำนาจเหนือแผ่นดินในกาลต่อมา และยังมิใช่คู่สมรสของสู้ชิงเหยา
บุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้านาง ยังคงความเบิกบานของวัยหนุ่ม ฉลององค์ขาวราวหิมะเน้นย้ำร่างสูงตรงเปี่ยมเสน่หาดังต้นไผ่
เขา...ยังคือเสี้ยหลางผู้นามกระฉ่อนทั่วราชธานี
นี่คือสิบปีก่อน เสี้ยหลิมวัย 21 ปี
ส่วนนาง ยังเป็นเพียงคุณหนูผู้อาศัยใต้หลังคาผู้อื่นในเรือนสกุลเสี้ย
นาง...กลับคืนสู่อดีตจริงหรือนี่?
เสี้ยหลิมเพียงยืนนิ่ง เยือกเย็นเรียบง่าย เงียบงันมองลงมาที่นาง
เขารู้มานานแล้วว่าเรือนได้ต้อนรับญาติห่าง ๆ นางหนึ่ง เปี่ยมอ่อนหวานราวดอกไม้นวล งามชาดราวดอกไม้แคทเทลยา
เห็นแต่สตรีที่เมื่อครู่ยังดิ้นรนจนสุดชีวิตบนพื้น เมื่อถูกทาสสาดน้ำเย็นเต็มถังแล้ว กลับหมดสติสัมปชัญญะดังร่างไร้วิญญาณ คุกเข่านิ่งไม่ไหวติง
ไม่ช้า ร่างของนางค่อย ๆ ขยับ ขนตาเปียกปรอ่ำค่อยเบิกบาน นางโอบกอดร่างของตนด้วยสองมือ มองขึ้นมายังเขาด้วยดวงตาตกตะลึงและแกร่งเปราะดังแก้วเกือบจะแตก
เครื่องนุ่งห่มหน้าร้อนย่อมบางเบาอยู่แล้ว นางสวมชุดเชิ้ตสีเขียวอ่อน เมื่อถูกสาดน้ำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเช่นนี้ ทั้งร่างจึงแช่มชื้นจนหมดสิ้น ผ้าม่านบาง ๆ ดูดซับน้ำไว้ ทอดร่องรัศมีผิวกายขาวผ่องเต่งตึงเบื้องใต้ออกมา
เส้นผมดำเปียกชื้นแนบลำคอ กระทั่งริมฝีปากชาดก็เปรอะเปื้อนหยดน้ำ
นางชาดราวเงานางน้ำกลางยามค่ำคืนในหนังสือมหรสพ บริสุทธิ์ทว่าเซ็กซี่เย้ายวน ล่อลวงหทัยมนุษย์ทั้งปวง
