ตอนฟางเสี่ยวหลานกลับจากถนนใต้ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
ช่วงปิดเทอมนี้ ฟางเสี่ยวหลานแทบจะออกไปข้างนอกทุกวัน
บรรณารักษ์จำเธอได้แล้ว ทุกครั้งที่เห็นเธอมา อีกฝ่ายก็จะพยักหน้าให้
“มาอีกแล้วเหรอ ตั้งใจเรียนนะ โตขึ้นจะได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ”
ฟางเสี่ยวหลานตอบกลับอย่างจริงจังทุกครั้งว่า “ขอบคุณค่ะพี่” จากนั้นก็ยืมหนังสือแล้วไปนั่งอ่านในห้องสมุดตลอดทั้งบ่ายจริง ๆ
ไม่ได้ทำเป็นเอาหน้า
แม้จะอ้างว่าไปห้องสมุด แต่เอาเข้าจริงเธอก็ไปที่นั่นจริง ๆ — ห้องสมุดประจำเมืองอยู่ทางใต้ของเมือง ห่างจากถนนหงฉีไม่น้อย เดินเท้าต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง
แต่ฟางเสี่ยวหลานเต็มใจเดินหนึ่งชั่วโมง เพราะห้องสมุดเป็นสถานที่ที่ดี
หนังสือในยุคนี้ไม่มีเนื้อหาไร้สาระ มีแต่สาระล้วน ๆ
ฟางเสี่ยวหลานอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการเกษตรไปหลายเล่ม ทั้งยังเปิดอ่านคู่มือซ่อมเครื่องจักรเบื้องต้น และถึงขั้นเจอคู่มือหมอเท้าเปล่าฉบับเก่า — ของพวกนี้ล้วนมีประโยชน์ในอนาคต
ถ้าไม่ติดที่ความสามารถไม่เอื้อ ฟางเสี่ยวหลานก็อยากขนหนังสือพวกนี้เข้าไปเก็บไว้ในมิติส่วนตัวให้หมด
นอกจากไปห้องสมุดแล้ว ฟางเสี่ยวหลานยังทำอีกอย่าง นั่นคือกักตุนข้าวของ
อันที่จริงการกักตุนข้าวของต่างหากคือจุดประสงค์หลักของฟางเสี่ยวหลาน นับตั้งแต่เกิดเหตุหลินหงเหมยแจ้งความ เธอก็ระมัดระวังเรื่องความเคลื่อนไหวของตัวเองมากขึ้น หากมีใครถาม เธอก็จะหาเหตุผลที่ฟังขึ้นมาตอบ
ที่จริงฟางเสี่ยวหลานไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก เพื่อนบ้านในละแวกนี้ชินกันแล้ว ต้องยกความดีความชอบให้แม่ฟาง
ตั้งแต่ฟางเสี่ยวหลานกระโดดข้ามชั้น แม่ฟางก็ปากไวเสียจนไม่ถึงสามวัน คนทั้งถนนหงฉีก็รู้กันหมดว่าลูกสาวคนที่สี่ของบ้านฟางข้ามชั้นเรียน แถมช่วงปิดเทอมฤดูหนาวยังไปห้องสมุดอ่านหนังสือทุกวัน
มิน่าล่ะ ช่วงนี้เวลาเดินอยู่ในตรอก ฟางเสี่ยวหลานถึงรู้สึกว่ามีสายตาประหลาด ๆ จับจ้องมาที่เธออยู่บ่อยครั้ง
ดูท่าเธอคงทำให้เด็กวัยเดียวกันแถวนี้ไม่พอใจกันหมดแล้ว
ลูกบ้านไหนไม่เคยถูกพ่อแม่ยก “ลูกบ้านคนอื่น” มาอบรมบ้างล่ะ? เธอก็คือลูกบ้านคนอื่นคนนั้นนั่นแหละ
แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องอธิบาย ไปไหนก็อ้างว่าไปห้องสมุดได้ ไม่มีใครสงสัย
