บ่ายวันถัดมา
คาบที่สองเป็นวิชาพละ
สนามของโรงเรียนมัธยมหงฉีไม่ใหญ่ รอบลู่วิ่งยาวประมาณสองร้อยเมตรกว่า ๆ ปูด้วยขี้เถ้าถ่านและกรวดเล็ก ๆ เหยียบแล้วเกิดเสียงกรอบแกรบ
ก่อนเสียงกริ่งเข้าเรียนจะดัง ฟางเสี่ยวหลานก็ไปเข้าแถวริมสนามกับเด็กผู้หญิงในห้องเรียบร้อยแล้ว
วิชาพละในยุคนี้แยกเรียนระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
เด็กผู้ชายมีครูพละชายเป็นคนสอนอยู่ฝั่งตรงข้ามของสนาม ฝึกโหนบาร์และกระโดดไกล เสียงตะโกน “ฮึบ! ฮ่า!” กับเสียงตุ้บหนัก ๆ ตอนบาร์เบลตกถึงพื้นดังมาเป็นระยะ
ส่วนเด็กผู้หญิงมีครูพละหญิงแซ่เถียนเป็นคนสอน อายุราวสามสิบกว่า มัดผมหางม้า สวมชุดกีฬาสีน้ำเงินที่ซักจนสีซีด
ครูเถียนพูดไม่มาก สีหน้าก็ไม่ได้ดูเป็นมิตรนัก แต่ก็ไม่ดุ เป็นคนทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด
“ตรง! พัก!”
เสียงครูเถียนไม่ดัง แต่ชัดถ้อยชัดคำ สายตากวาดมองแถวเด็กผู้หญิงรอบหนึ่ง
“วันนี้วิ่ง 100 เมตรก่อน แล้วค่อยทำกิจกรรมอิสระ วอร์มร่างกายให้ดี อย่ามาบิดข้อเท้าแล้วค่อยมาเรียกฉันทีหลังล่ะ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นสองสามเสียงในแถว
หยางเหนียนเอ๋อร์ยืนข้างฟางเสี่ยวหลาน พึมพำเสียงเบา “วิ่งอีกแล้วเหรอ อาทิตย์ก่อนก็วิ่งไปแล้วไม่ใช่หรือไง...”
ฟางเสี่ยวหลานไม่ได้ตอบ สายตาจับอยู่ที่กลุ่มเด็กผู้ชายอีกฝั่งของสนาม
พวกเด็กผู้ชายกำลังฝึกดึงข้อ ทีละคนห้อยตัวอยู่บนบาร์ ใบหน้าแดงก่ำ แขนเกร็งจนเห็นมัดกล้ามชัดเจน
ข้าง ๆ มีเด็กผู้ชายสองสามคนที่ยังไม่ถึงคิว บางคนกำลังเดาะบอล บางคนคุยกัน พลางเหลือบมองมาทางเด็กผู้หญิงเป็นระยะ
ฟางเสี่ยวหลานละสายตากลับมา ในใจอดทอดถอนใจไม่ได้ว่า วิชาพละในยุคนี้แยกเรียนระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงจริง ๆ ด้วย
ครูเถียนเป่านกหวีด เรียกความสนใจของเด็กผู้หญิงกลับมา
“มา เข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง วิ่งทีละคน จากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น วิ่งตรง 100 เมตร วิ่งเสร็จแล้วไปพักใต้ร่มไม้ฝั่งนั้น อย่าวิ่งเล่นไปทั่ว”
ครูเถียนชี้ไปยังต้นไหวที่ลำต้นคดงอเรียงอยู่ริมสนาม ใต้ร่มไม้มีใบไม้แห้งกระจัดกระจายอยู่ไม่กี่ใบ
เด็กผู้หญิงเริ่มเข้าแถว
หยางเหนียนเอ๋อร์ดึงฟางเสี่ยวหลานไปต่อแถวตรงกลางค่อนไปทางท้าย พลางคุยกับเด็กผู้หญิงข้างหน้าไปด้วย
