มู่เหยียนชวนได้รับโทรศัพท์จากซ่งซิวอู่ตอนเที่ยง
หน้าต่างห้องทำงานกองงานปิดไม่สนิท ลมหนาวพัดลอดร่องหน้าต่างเข้ามา ทำให้กระดาษบนโต๊ะส่งเสียงกรอบแกรบ
เขาหนีบหูโทรศัพท์ไว้กับไหล่ มือข้างหนึ่งกดกระดาษสรุปยอดขาดแคลนไว้ เสียงของซ่งซิวอู่ดังมาจากปลายสาย ต่ำกว่าปกติหลายระดับ เจือความหนักอึ้งของคนสูงวัยที่จงใจกดเสียงไว้ไม่ให้สั่น
“เรื่องทีมที่สิบเอ็ด คุณได้ยินแล้วใช่ไหม”
“ได้ยินแล้ว”
ซ่งซิวอู่เงียบไปนาน เสียงหายใจทางปลายสายหนักหน่วง ราวกับเพิ่งสูบบุหรี่จนหมดทั้งมวน
“ข้าวชุดนั้นเป็นฉันที่เซ็นอนุมัติให้ขนย้ายไป”
เขาพูดว่า “แนวหน้าที่ชายแดนขาดเสบียงมาสามวันแล้ว เส้นทางส่งกำลังบำรุงถูกตัดไปครึ่งหนึ่ง กระสุนไม่เลือกคน คนเราอดข้าวแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปขวางมัน
ตอนนั้นฉันบอกพวกเขาให้แบ่งจากแต่ละทีมไปก่อน พอถึงฤดูใบไม้ผลิ เส้นทางลำเลียงเสบียงเปิดแล้วค่อยชดเชยคืน ฉันบอกพวกเขาว่าแค่ประคองผ่านฤดูหนาวไปก็พอ”
มู่เหยียนชวนไม่ได้ตอบ
“ตอนนี้ฉันจะไปอธิบายกับครอบครัวของป้าคนนั้นจากทีมที่สิบเอ็ดได้ยังไงวะ”
เสียงซ่งซิวอู่ดังขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะลดลงอีกครั้ง ราวกับถ่านไฟที่ถูกบีบจนดับ
“วันนี้สามีของเธอมาที่กองงาน ยืนอยู่หน้าประตู ไม่ยอมไปไหน ไม่โวยวาย แค่ยืนอยู่ตรงนั้น
ฉันออกไปพบเขา เขามองฉันแวบหนึ่งแล้วพูดว่า ‘ผู้บังคับกองพัน โจ๊กข้นครึ่งชามนั้นเมียผมเก็บไว้ให้หลานกิน แต่หลานก็ไม่อยู่แล้ว’
คุณรู้ไหม ตอนนั้นฉัน…อ้าปากอยู่ตั้งนาน แต่พูดอะไรไม่ออกสักคำ”
นิ้วมือที่กำหูโทรศัพท์ของมู่เหยียนชวนเกร็งแน่นขึ้น
“มู่เหยียนชวน”
ซ่งซิวอู่เปลี่ยนมาเรียกชื่อเขา น้ำเสียงเคร่งขรึมลง
“ทางชายแดนยังรบกันอยู่ ข้าวเอากลับมาไม่ได้
จะเริ่มเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิสิ้นเดือนนี้แล้ว แรงงานหนุ่มฉกรรจ์ของแต่ละทีมอดอยากจนยกจอบไม่ขึ้น ถ้าคุณยังไม่หาทาง ปีนี้พอถึงฤดูใบไม้ร่วง ซิงไหลหูทั้งแถบคงมีคนอดตาย
คุณต้องเอาข้าวกลับมาให้ได้ จะไปซื้อ ไปแลก หรือไปยืมก็แล้วแต่ ต่อให้ต้องไปตลาดมืดก็ตาม ภายในหนึ่งเดือน เสบียงสำหรับเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิของทุกทีมต้องพร้อม!”