ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คนสามสี่สิบคนก็เดินขบวนกันมาอย่างเอิกเกริกจนถึงเชิงเขา
ผู้บังคับกองร้อยโจวหยุดฝีเท้า เงยหน้ามองเทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อนอยู่เบื้องหน้า
ฤดูหนาวของป่ารกร้างทางเหนือมาถึงเร็ว ตอนนี้เพิ่งปลายเดือนพฤศจิกายน แต่บนภูเขาก็มีหิมะปกคลุมเป็นชั้น ๆ แล้ว
เขาหันกลับมา กวาดตามองแถวคนที่ตามมาด้านหลัง
ผู้บังคับกองร้อยโจวกระแอมเบา ๆ
“ฟังให้ดี!”
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วลานโล่งตรงเชิงเขา คนหลายสิบคนเงียบลง
“เมื่อวานฉันพาคนไปสำรวจมาแล้ว เจอรอยเท้าหมูป่าอย่างน้อยสี่ห้าตัว ออกมาจากป่าลึก แล้วยังมีสัตว์ป่าอื่น ๆ ด้วย ถึงขั้นมีหมาป่า!”
“ก่อนเข้าป่า ฉันมีเรื่องต้องพูดให้ชัดเจนสองสามข้อ”
“ข้อแรก วันนี้เรามากำจัดภัย ไม่ได้มาเที่ยวเล่น หมูป่าหนังหนาเนื้อเหนียว ถ้ายิงนัดเดียวไม่ตาย มันก็พุ่งชนพวกเธอได้
ส่วนหมาป่าไม่ต้องพูดถึง มันอยู่กันเป็นฝูง ถ้าเจอเข้าอย่าลน ให้ขึ้นไปอยู่ที่สูง อย่าวิ่ง เพราะวิ่งหนีมันไม่พ้น”
สายตาของผู้บังคับกองร้อยโจวกวาดผ่านใบหน้าของเหล่าปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบท
“บางคนในพวกเธอเพิ่งเข้าป่าครั้งแรกวันนี้
จำที่ฉันพูดไว้ให้ดี ตามกลุ่มของตัวเองให้ติด อย่าตกแถว อย่าแยกไปไหนคนเดียว
ถ้าเจอเหยื่อ อย่าพุ่งเข้าไปเอง ให้รายงานหัวหน้ากลุ่มก่อน โดยเฉพาะคนที่ไม่มีปืน”
เมิ่งหยางก้มมองมีดฟืนในมือโดยไม่รู้ตัว คล้ายกำลังคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะเอาไปทำอะไรหมูป่าได้
“ข้อสอง”
ผู้บังคับกองร้อยโจวพูดต่อ “แต่ละกลุ่มแยกย้ายตามที่แบ่งไว้เมื่อครู่ เคอเสี่ยวลิ่ว พาสุนัขล่าเนื้อไปด้วย เดินนำหน้า”
เคอเสี่ยวลิ่วขานรับ ก้มลงแก้เชือกที่ผูกสุนัขล่าเนื้อสองตัวไว้กับต้นไม้
พวกมันเป็นสุนัขที่ฟาร์มเลี้ยงไว้ลาดตระเวนบนเขา หลังสีดำ ขาสีเหลือง ลิ้นห้อยออกมานอกปาก หางแกว่งไม่หยุดอย่างตื่นเต้น
“ข้อสาม”
น้ำเสียงของผู้บังคับกองร้อยโจวพลันเคร่งขรึมขึ้น สายตากวาดผ่านใบหน้าทุกคน
“เมื่อครู่ที่ว่าการอำเภอโทรมา บอกว่ามีนักโทษหลบหนีสองคนอาจเร่ร่อนอยู่ในแถบภูเขาของเรา
ถึงโอกาสที่พวกมันจะหนีมาทางนี้จะไม่มาก แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เจอกันเข้า
