โรงพยาบาลประชาชนเมืองเจียงเฉิงเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเมือง อาคารสีเทาสี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ข้างกันยังมีป้ายประชาสัมพันธ์ “หนังสือคำคมของประธานเหมา” ตั้งอยู่
ฟางเสี่ยวหลานเดินเข้าไปทางประตูใหญ่ กลิ่นยาฆ่าเชื้อปนกับกลิ่นยาจีนลอยมากระทบจมูก
ด้านหน้ามีคนเข้าแถวอยู่สามสี่คน เธอไปยืนต่อท้ายแถว แล้วควักเงินสองเหมาออกจากกระเป๋า
“จะตรวจแผนกไหน?”
หญิงวัยกลางคนผมสั้นที่นั่งอยู่หลังช่องหน้าต่างถามโดยไม่เงยหน้า
“แผนกอายุรกรรมค่ะ” ฟางเสี่ยวหลานตอบ
“สองเหมา”
ฟางเสี่ยวหลานยื่นเงินเข้าไป ห้องตรวจอายุรกรรมอยู่ชั้นสอง เธอเดินขึ้นบันไดไปตามทางเดินที่มีผู้คนรอตรวจโรคอยู่ทั้งสองฝั่ง
รออยู่ราวครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงคิวของเธอ
ฟางเสี่ยวหลานผลักประตูห้องตรวจเข้าไป ข้างในมีหมอสูงวัยอายุราวห้าสิบกว่านั่งอยู่ ผมขาวปนดำ สวมแว่นสายตายาว บนโต๊ะเบื้องหน้ามีสมุดประวัติคนไข้กางอยู่
หมอเงยหน้าขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง สายตากวาดผ่านรูปร่างผอมเล็กกับเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่ซักจนสีซีดของเธอ
“ไม่สบายตรงไหน?”
“คุณหมอคะ ฉันอยากตรวจร่างกายค่ะ”
ฟางเสี่ยวหลานนั่งลงบนเก้าอี้ วางกระเป๋าสะพายไว้บนตัก
“ตรวจร่างกาย?”
หมอขยับแว่นอย่างแปลกใจ พลางมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“คนที่บ้านไม่มาด้วยเหรอ?”
“แม่ไปทำงานค่ะ ฉันมาเอง”
ฟางเสี่ยวหลานรู้ดีว่าคนในยุคนี้ไม่มีความคิดจะตรวจร่างกายล่วงหน้า หากไม่เจ็บป่วยจริง ๆ ก็ไม่มาโรงพยาบาล เธอจึงเปลี่ยนคำพูด
“ช่วงครึ่งปีมานี้ร่างกายฉันไม่ค่อยดีค่ะ เวียนหัวบ่อย ไม่มีแรง แค่ขึ้นบันไดก็หอบแล้ว”
ฟางเสี่ยวหลานไม่ได้โกหก เธอมีอาการเหล่านี้จริง ๆ ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเงยหน้ามองหมอ
“ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มีครั้งหนึ่งฉันนั่งยอง ๆ อยู่หลังส้วม พอลุกขึ้นมาก็ตาพร่า แล้วล้มฟุบลงไปเลยค่ะ ไม่รู้สึกตัวอะไรอีก
“ทีหลังคนที่บ้านบอกว่า ตอนนั้นหน้าฉันซีดไม่มีสีเลือด แถมยังสำลักดินเข้าไปด้วย พอฟื้นขึ้นมาก็ดื่มน้ำตาลทรายแดงไปชามหนึ่ง แต่ไม่ได้ไปหาหมอค่ะ”
หมอกำลังหยิบหูฟังแพทย์อยู่ มือชะงักไปครู่หนึ่ง
