ฟางเสี่ยวหลานสะดุ้งตื่นเพราะความหนาว
ยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วง ไอเย็นลอดเข้ามาตามร่องหน้าต่าง ผ้าห่มบาง ๆ บนเตียงแทบกันความหนาวไม่อยู่
เธอขดตัวอยู่บนเตียงแข็ง ๆ จ้องคานเหนือศีรษะนิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้คือปี 1965 เธอเป็นลูกสาวคนที่สี่ของตระกูลฟาง และนอนอยู่เตียงชั้นบนในห้องของพี่น้องผู้หญิง
เสียงหายใจสม่ำเสมอดังอยู่ข้างหู
ฟางเสี่ยวหลานเอียงหน้ามองเตียงชั้นล่างเล็กน้อย ฟางเว่ยหง พี่สาวคนที่สาม กำลังหลับสนิท ห่มผ้าคลุมตัวมิดชิด เหลือให้เห็นเพียงใบหน้าครึ่งซีก
เตียงชั้นล่างฝั่งตรงข้ามเป็นของพี่สาวคนโต ฟางเสี่ยวเจวียน นอนหันหลังให้ด้านนอก ไม่ขยับเขยื้อน
ส่วนเตียงชั้นบนเป็นของฟางเสี่ยวชิง เด็กคนนั้นนอนดิ้นไม่รู้เรื่อง ขาข้างหนึ่งโผล่พ้นผ้าห่ม พาดอยู่ตรงขอบเตียงอย่างหมิ่นเหม่
เรื่องเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
หลังพี่สาวคนโตสะบัดหน้าเดินเข้าห้องด้านในไป ก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย
ฟางเสี่ยวหลานกินไก่ของตัวเองต่อจนหมดเกลี้ยง จากนั้นก็ล้างหน้าบ้วนปากแล้วเข้านอน
เข้านอนเร็ว ตื่นก็เร็วตามไปด้วย
ฟางเสี่ยวหลานนอนต่ออีกพักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ค่อย ๆ ลุกขึ้นแต่งตัวอย่างเบามือ
เพิ่งสวมรองเท้าเสร็จ ก็ได้ยินเสียงงัวเงียของฟางเสี่ยวชิงดังมาจากเหนือศีรษะ
“...น้องสี่เหรอ?”
ฟางเสี่ยวหลานเงยหน้าขึ้น เห็นฟางเสี่ยวชิงโผล่หัวออกมาจากผ้าห่มครึ่งหนึ่ง ดวงตายังไม่ลืม แต่ปากขยับพูดแล้ว
“วันนี้ถึงตาเธอทำกับข้าวนะ...อย่าตื่นสายอีกล่ะ...เมื่อวานฉันทำแล้ว...วันนี้ต้องเป็นเธอ...”
ฟางเสี่ยวหลาน “...”
เด็กคนนี้ แม้แต่ตอนละเมอยังไม่วายคิดถึงเรื่องนี้
“รู้แล้ว” ฟางเสี่ยวหลานตอบเสียงเบา
ฟางเสี่ยวชิงพึมพำอะไรอีกสองสามคำ ก่อนจะหดหัวกลับเข้าไปในผ้าห่มแล้วหลับต่อ
ฟางเสี่ยวหลานผลักประตูออกไป
ห้องด้านนอกเงียบสงัด ไฟในเตาดับสนิทไปนานแล้ว ไออุ่นมอดหาย เหลือเพียงเตาเย็น ๆ
เธอไปเปิดประตูรั้วก่อน ตามธรรมเนียมแล้วทุกเช้าต้องเปิดประตูให้อากาศถ่ายเท
จากนั้นก็ไปเข้าห้องส้วมที่ลานหลังบ้าน ระหว่างนั่งยอง ๆ อยู่บนแผ่นไม้ เธอยังอดคิดไม่ได้ว่าส้วมในยุคนี้เป็นความท้าทายที่สุดนับตั้งแต่เธอทะลุมิติมา
ไม่มีอะไรเทียบได้เลย
