ฟางเสี่ยวหลานใช้ชีวิตตลอดสัปดาห์นี้อย่างสงบเป็นพิเศษ
ทุกวันเธอไปโรงเรียน ฟังครูสอน เลิกเรียน กลับบ้านช่วยทำงาน กินข้าว แล้วก็นอน
วันเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ ไหลลอดผ่านง่ามนิ้วไปอย่างเรียบง่าย ไม่แม้แต่จะกระเพื่อมเป็นระลอก
ที่โรงเรียนก็ไม่มีเรื่องแปลกใหม่อะไร
ฟางเสี่ยวหลานนั่งอยู่ในห้องเรียน ฟังเนื้อหาที่ง่ายเกินไปสำหรับเธอ สีหน้าตั้งใจเรียน ทว่าในหัวกลับคิดเรื่องอื่น—กล่องใบใหญ่เจ็ดใบในมิติส่วนตัวจะจัดการอย่างไร? ตลาดมืดอยู่ที่ไหน?
จะหาช่องทางได้อย่างไร?
แต่เรื่องพวกนี้รีบร้อนไม่ได้
ถ้าเธอออกไปสืบถามเรื่องตลาดมืดอย่างบุ่มบ่าม ก็จะสะดุดตาเกินไป ต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป
ผลงานในชั้นเรียนของฟางเสี่ยวหลานยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเจ้าของร่างเดิม—บางครั้งก็ตอบคำถามได้สักข้อสองข้อ บางครั้งก็สอบได้คะแนนดีพอสมควร รักษาภาพลักษณ์ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นทีละนิด
ครูจางประเมินเธอว่า “ช่วงนี้พัฒนาขึ้น” เพียงเท่านั้น ไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอกังวลอยู่ในใจคือวิชาภาษารัสเซีย
คาบภาษารัสเซียวันพุธ ฟางเสี่ยวหลานนั่งอยู่ที่โต๊ะ ฟังครูพูดภาษาที่เธอฟังไม่รู้เรื่องสักคำ ฝ่ามือชื้นเหงื่อไปหมด
พื้นฐานภาษารัสเซียของเจ้าของร่างเดิมก็แย่อยู่แล้ว จำคำศัพท์ได้ไม่กี่คำ ไวยากรณ์ยิ่งยุ่งเหยิงไปกันใหญ่
ส่วนเธอ—มนุษย์เงินเดือนที่ทะลุมาจากศตวรรษที่ 21—ไม่เคยแม้แต่จะเห็นตัวอักษรรัสเซียด้วยซ้ำ
ครูเขียนคำศัพท์ภาษารัสเซียเรียงเป็นแถวบนกระดาน ก่อนหันมาขานชื่อฟางเสี่ยวหลาน “ฟางเสี่ยวหลาน เธอลองอ่านคำนี้สิ”
ฟางเสี่ยวหลานยืนขึ้น มองตัวอักษรคดเคี้ยวบนกระดาน สมองว่างเปล่าไปหมด
ทั้งห้องเงียบไปสองวินาที
หยางเหนียนเอ๋อร์กระซิบเตือนจากด้านหลัง “อ่านว่า ‘สปาซีบา’...”
ฟางเสี่ยวหลานฟังไม่ชัด และไม่กล้าพูดส่งเดช เธอเม้มปากแล้วตอบตามตรงว่า
“คุณครูคะ หนูอ่านไม่เป็นค่ะ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นทั่วห้อง
ฟางเสี่ยวชิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มุมปากยกขึ้น ดวงตาเป็นประกาย
ครูภาษารัสเซียขมวดคิ้ว โบกมือให้เธอนั่งลง
“หลังเลิกเรียนคัดคำศัพท์สิบรอบแล้วเอามาส่ง”
ฟางเสี่ยวหลานนั่งลง ทว่าในใจกลับโล่งอก
