ตอนออกจากโรงเรียน ลมหนาวยิ่งกว่าเมื่อตอนเช้า
ฟางเสี่ยวหลานตั้งปกเสื้อบุนวมขึ้น แล้วหดคอเดินกลับบ้าน
คำพูดที่ครูจางพูดในห้องเรียนวันนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวของฟางเสี่ยวหลาน
เขาชี้แจงต่อหน้าทั้งชั้น ปลดหลินหงเหมยจากตำแหน่งหัวหน้าห้อง แล้วยังสั่งให้เขียนบันทึกสำนึกผิด
ฟางเสี่ยวหลานรู้ว่าครูจางกำลังช่วยปกป้องเธอ—
ต่อไปใครเอาเรื่องนี้มาพูดอีก ก็เท่ากับมีเรื่องกับครูประจำชั้น
แต่ฟางเสี่ยวหลานก็รู้ดีว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ แค่นี้
หลินหงเหมยไม่ใช่คนที่จะยอมรับความเสียเปรียบแล้วปล่อยผ่านไป ดวงตาคู่นั้นของเธอวันนี้ แม้จะก้มมองโต๊ะตลอดเวลาในชั้นเรียน แต่ฟางเสี่ยวหลานสัมผัสได้ว่าสายตานั้นลอดผ่านโต๊ะเรียนมาหลายแถว แทงแผ่นหลังของเธอราวกับเข็ม
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคิดเรื่องหลินหงเหมย
เรื่องที่ต้องจัดการตอนนี้คือให้พ่อกับแม่ฟางเซ็นยินยอมให้เธอข้ามชั้น
ฟางเสี่ยวหลานลองคาดเดาปฏิกิริยาของทุกคนในบ้านฟางไว้ในหัวแล้ว
ช่างเถอะ ทหารมาก็ใช้ขุนพลต้าน น้ำมาก็ใช้ดินกลบ
ใบสมัครต้องเซ็น ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้มาเองก็ต้องเซ็น
ตอนฟางเสี่ยวหลานผลักประตูรั้วเข้าไป ฟ้าก็มืดสลัวแล้ว
“พี่สาม น้ำเดือดหรือยัง? หนูหนาวจะแย่อยู่แล้ว!” ฟางเสี่ยวชิงตะโกนไปทางเตาไฟ
“ใกล้แล้ว ๆ อดทนอีกหน่อยนะ” ฟางเว่ยหงตอบโดยไม่เงยหน้า
ฟางเสี่ยวหลานเดินเข้าลานบ้าน พลางปิดประตูรั้วตามหลัง
บานพับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ฟางเสี่ยวชิงเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นเธอก็เบะปากทันที
“ในที่สุดก็กลับมา วันนี้ทำไมกลับช้าจัง? ครูจางรั้งตัวไว้อีกแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงของฟางเสี่ยวชิงมีแววหยั่งเชิงอย่างชัดเจน
หัวใจฟางเสี่ยวหลานกระตุกวูบ มาแล้ว เธอรู้อยู่แล้วว่าฟางเสี่ยวชิงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ
วันนี้ครูจางชี้แจงเรื่องนี้อย่างเอิกเกริกในห้องเรียน ฟางเสี่ยวชิงนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
นิสัยอย่างฟางเสี่ยวชิง ถ้าไม่เอาเรื่องนี้มาพูดให้ได้ก็คงไม่ใช่ฟางเสี่ยวชิงแล้ว
“เปล่า”
ฟางเสี่ยวหลานสีหน้าไม่เปลี่ยน “แวะทำธุระระหว่างทางน่ะ”
“แวะ—ทำ—ธุระ—ระ—หว่าง—ทาง—”
ฟางเสี่ยวชิงลากเสียงยาว โยนกุยช่ายที่ถืออยู่ลงอ่าง ลุกขึ้นปัดดินออกจากมือ
