เรื่องที่คณะปฏิวัติพาตัวโจวเสวี่ยเหมยไปเมื่อวาน แพร่สะพัดไปทั่วภายในคืนเดียว
วันนี้โจวเสวี่ยเหมยเดินเข้ามาทางประตูข้าง ตลอดทางมีคนเงยหน้ามองเธออย่างน้อยเจ็ดแปดคน
เธอก้มหน้าเดินไปนั่งแถวที่สาม ไม่สนใจคนรอบข้าง
สายตาแปลก ๆ เหล่านั้นไม่ได้จับจ้องเธอเพียงคนเดียว
ทันทีที่ฟางเสี่ยวหลานก้าวเข้าไปในหอประชุม ก็รู้สึกว่ามีคนบางส่วนในนั้นกำลังมองสลับไปมาระหว่างเธอกับโจวเสวี่ยเหมย
ยุวปัญญาชนหญิงสองคน คนหนึ่งโดดเด่นอยู่บนเวที ส่วนอีกคนถูกคณะปฏิวัติเรียกไปสอบปากคำเมื่อวาน
พวกชอบใส่ใจกับเรื่องชาวบ้านเริ่มวาดเรื่องราวใหญ่โตไว้ในใจแล้ว
“คนนั้นคือฟางเสี่ยวหลานหรือเปล่า?”
“ใช่ คนที่อยู่บนเวทีเมื่อวานไง”
“แล้วคนข้าง ๆ ล่ะ?”
“ก็คนที่ถูกพาตัวไปเมื่อวานนั่นแหละ”
“สองคนนั้นรู้จักกันเหรอ?”
“ใครจะไปรู้ ดูแล้วเหมือนไม่รู้จักกันนะ”
ยุวปัญญาชนชายคนหนึ่งจากคอมมูนตงซิงสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน เขามองโจวเสวี่ยเหมยที ฟางเสี่ยวหลานที ก่อนจะกระซิบกับคนข้าง ๆ ว่า
“ได้ยินว่าสองคนนั้นมาจากเจียงเฉิงเหมือนกัน นายว่าแค้นอะไรกันนักหนา ถึงได้ตามมาทะเลาะกันไกลถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ?”
หญิงสาวข้าง ๆ ถลึงตาใส่เขา “พูดให้น้อยหน่อย หัวหน้ายังไม่มาเลย”
ชายหนุ่มในเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินหุบปาก แต่สายตายังคงเหลือบมองสองคนนั้นสลับไปมา
ก่อนทะลุมิติมา ฟางเสี่ยวหลานก็ทำงานในสังคมมาหลายปี เธอไม่ใช่คนหน้าไม่อายง่าย ๆ สายตากับคำซุบซิบนินทาพวกนี้จึงไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอะไร
เพียงแต่...
ทันทีที่เข้ามา ฟางเสี่ยวหลานก็สังเกตเห็นว่าทั้งสองข้างของเวทีมีคนสี่คนติดเครื่องหมายยศบนบ่ายืนอยู่ ท่าทางตรงแน่ว สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยว
เธอไม่รู้จักคนเหล่านั้น แต่ดูเป็นทางการมาก
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานแลกเปลี่ยน หรือจะมีเรื่องสำคัญประกาศหรือเปล่า?
บนที่นั่งแขกแถวหน้า นอกจากผู้อำนวยการเผิงกับมู่เหยียนชวนแล้ว ยังมีคนหน้าใหม่เพิ่มมาอีกสองคน
คนทางซ้ายอายุราวห้าสิบ ใบหน้าเหลี่ยม เสื้อเครื่องแบบทหารติดกระดุมถึงเม็ดบนสุด บนอกกลัดเข็มตราเป็นประกายวาววับ
ส่วนคนทางขวาอายุน้อยกว่า ดูท่าจะเพิ่งสี่สิบต้น ๆ สวมแว่นกรอบดำ ข้างมือวางกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ตุงจนแทบปริ
