ตอนฟางเสี่ยวหลานออกมาจากสหกรณ์จัดซื้อจัดจำหน่าย ดวงอาทิตย์ก็คล้อยไปทางตะวันตกแล้ว
ฟางเสี่ยวหลานไม่กล้าซื้อของมากนัก ไม่ใช่เพราะเสียดายคูปอง แต่เพราะถือไม่ไหว
สหกรณ์จัดซื้อจัดจำหน่ายบนถนนใต้ใหญ่กว่าที่ถนนหงฉี ของก็มีครบกว่า แม้ท่าทีของพนักงานขายจะไม่ได้ดีนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่จงใจทำเป็นไม่เห็นคน
มือทั้งสองข้างหิ้วถุงผ้าไว้ข้างละใบ นี่ก็ถึงขีดจำกัดของร่างกายนี้แล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน ฟางเสี่ยวหลานเลี้ยวเข้าไปในตรอกเงียบสงัดแห่งหนึ่ง มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ความคิดก็วูบไหว—ถุงผ้าสองใบพลันหายไปจากมือ ก่อนจะเข้าไปอยู่ในมิติส่วนตัวอย่างมั่นคง
ในที่สุดมือก็ว่างเสียที
ฟางเสี่ยวหลานสะบัดแขนที่เริ่มเมื่อยล้า แล้วถอนหายใจยาว
วันนี้ใช้คูปองไปเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าฟางเสี่ยวหลานไม่อยากซื้อเพิ่ม เธอแทบอยากเอาคูปองทั้งกล่องเล็ก ๆ ในมิติส่วนตัวไปแลกเป็นข้าวของ ตุนให้เต็มแน่นถึงจะอุ่นใจ
แต่ทำแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ
เธอมีคนเดียว มีมือสองข้าง จะถือของได้สักเท่าไรกัน?
ต่อให้หาที่ไม่มีคนแล้วแอบเก็บเข้ามิติส่วนตัว ก็ต้องหิ้วของออกจากสหกรณ์ฯ เดินผ่านถนนใหญ่ที่มีคนพลุกพล่าน แล้วค่อยไปถึงที่ลับตาคนเสียก่อน
หิ้วของมากเกินไปจนเดินไม่ไหวก็สะดุดตา และการสะดุดตานี่แหละเรื่องใหญ่
เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีคนหนึ่ง หิ้วของถุงใหญ่ถุงเล็กออกมาจากสหกรณ์จัดซื้อจัดจำหน่าย ใครเห็นเข้าจะไม่หันมามองซ้ำได้อย่างไร?
ยิ่งถูกมอง ก็ยิ่งเสี่ยง
ค่อย ๆ สะสมไปดีกว่า อย่างไรเสียคูปองก็อยู่ในมือเธอ ไม่หนีไปไหนหรอก
ต่อไปทุกครั้งที่ออกมา ก็ซื้อทีละนิด สะสมทีละหน่อย
เหมือนมดขนของกลับรัง สักวันก็ต้องเติมมิติส่วนตัวให้เต็มได้
ฟางเสี่ยวหลานปัดมือที่ไม่มีฝุ่นติดอยู่ออกอย่างพอใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับ
สิ่งที่เธอไม่ทันสังเกตคือ มีคนคนหนึ่งหยุดฝีเท้าอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
หลินหงเหมย
วันนี้หลินหงเหมยไปส่งของที่บ้านอาของเธอบนถนนใต้ เดิมทีควรกลับทางถนนใหญ่ตรง ๆ แต่ไม่รู้เพราะอะไร เธอกลับอ้อมไปอีกทาง
แล้วก็เห็นฟางเสี่ยวหลานเข้า
ฟางเสี่ยวหลานเพิ่งเดินออกมาจากตรอกเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้ามพอดี
