เรื่องธงขอบคุณกับเงินรางวัลแพร่ไปทั่วหน่วยอยู่สองวันก็ซาลง
ในยุคนี้ แค่บ้านไหนใส่น้ำมันเพิ่มลงในหม้อหนึ่งช้อน คนอื่นก็ยังเอาไปพูดกันได้หลายวัน ยิ่งเงินรางวัลห้าสิบหยวน ย่อมไม่พ้นคำครหานินทา
มีเพียงช่างกัวที่กำชับเธอเป็นพิเศษว่า “อย่าเอาไปพูดข้างนอกล่ะ”
ฟางเสี่ยวหลานรับคำ เก็บเงินกับคูปองที่เหลือให้เรียบร้อย แล้วกลับไปทำงานของตัวเองตามปกติ
ฟาร์มเลี้ยงผึ้งมีทุกอย่างพร้อม ยกเว้นน้ำ
ฟางเสี่ยวหลานหิ้วกระติกน้ำร้อนเดินไปตามทางขึ้นเขา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง—ถ้าใช้เงินขุดบ่อน้ำบนเขาได้ก็คงดี
แต่ก็ได้แค่คิด ขุดบ่อน้ำหรือ? ในยุคนี้ ต่อให้ไม่พูดถึงเทคโนโลยีกับค่าใช้จ่าย แค่เรื่องคุณสมบัติ ก็อย่าได้หวังเลย
ช่างกัวบอกว่า น้ำกินน้ำใช้ก็รองน้ำฝนในวันที่ฝนตก ส่วนหน้าหนาวก็อาศัยน้ำจากหิมะละลาย
ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปตักน้ำจากเขตทหารที่มีบ่อน้ำอยู่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงผึ้งที่สุด เดินไปกลับเกือบชั่วโมง หน้าหนาวถนนลื่น ถ้าล้มขึ้นมาน้ำที่แบกมาก็เสียเที่ยวเปล่า
ฟางเสี่ยวหลานก็ไม่สะดวกใจจะปล่อยให้ช่างกัวไปคนเดียว จึงผลัดกันไปกับเขา
วันนี้เป็นตาของเธอ ก่อนอื่นต้องไปตักน้ำร้อนที่ห้องตักน้ำ แล้วค่อยไปแบกน้ำเย็นจากบ่อน้ำ
ยังดีที่เธอมีมิติส่วนตัว ทุกครั้งจึงตักน้ำเย็นมาแค่ครึ่งถัง แล้วแอบเก็บสะสมไว้ในมิติจนเต็มโอ่งใหญ่
ทุกครั้งที่ต้องออกมาตักน้ำ ฟางเสี่ยวหลานก็อดคิดถึงชีวิตในยุคปัจจุบันไม่ได้ แค่เปิดก๊อกก็มีน้ำร้อนให้อาบ ไม่ต้องเดินขึ้นเขาไปกลับตั้งหนึ่งชั่วโมง
แน่นอนว่า ถึงในมิติของเธอจะมีน้ำ เธอก็ยังกล้าตักออกมาใช้แค่ปริมาณที่กำหนดเท่านั้น ในยุคนี้ระวังไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย เธอไม่อยากให้ความลับแตก
ในห้องตักน้ำไม่มีคนเท่าไร
ฟางเสี่ยวหลานวางกระติกน้ำร้อนบนแท่น ขณะรองน้ำก็วางแผนเรื่องไปงานแลกเปลี่ยนที่ตัวอำเภอวันพุธหน้าไปด้วย
เธอเอาร่างสุนทรพจน์ให้ผู้ฝึกสอนดูแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ที่เหลือก็แค่ระวังอย่าตื่นเต้นตอนถึงเวลา ได้ยินว่ายังมีผู้บริหารจากฟาร์มมานั่งฟังด้วย
ส่วนธัญพืชขัดสีที่หลิงเยว่ช่วยแลกให้ก็มีพอสำหรับเธอกับช่างกัวกินไปอีกพักหนึ่ง
