ฟางเสี่ยวหลานออกมาจากสถานีรับซื้อของเก่า เงยหน้ามองท้องฟ้า
อีกไม่นานฟ้าก็จะมืดสนิทแล้ว
ฟางเสี่ยวหลานอุ้มหนังสือกองนั้น แยกกับหยางเหนียนเอ๋อร์ตรงสี่แยก มองส่งแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับหายไปตรงปากตรอก จึงหันกลับแล้วเดินไปทางบ้าน
เดินมาได้ระยะหนึ่ง ฟางเสี่ยวหลานก็มองไปรอบ ๆ —
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใคร เธอก็เลี้ยวเข้าตรอกเปลี่ยวริมทาง พอขยับความคิด หนังสือกองนั้นก็หายไปจากมือและไปวางอยู่ในมิติส่วนตัวอย่างมั่นคง
มือเบาขึ้นทันที
ฟางเสี่ยวหลานสะบัดแขนไปมา แล้วหยิบซาลาเปาไส้เนื้อออกมาจากมิติส่วนตัว
ซาลาเปายังมีไอร้อน แป้งนุ่มฟู ไส้เนื้อหอมกรุ่น
ฟางเสี่ยวหลานกินไปสองสามคำก็หมดลูก จากนั้นหยิบไข่ออกมาจากมิติส่วนตัว กินต่อ
กินเสร็จแล้ว เธอก็ชงน้ำตาลทรายแดงครึ่งชาม ค่อย ๆ ดื่มจนหมด
ท้องอุ่นวาบไปทั้งท้อง ร่างกายก็สบายขึ้นมาก
ตอนนี้ท้องอิ่ม ตัวอุ่น ต่อให้กลับไปแล้วไม่มีข้าวกิน ฟางเสี่ยวหลานก็ไม่สนใจ
เดิมทีเธอไม่ได้หวังให้ตระกูลฟางเก็บข้าวไว้ให้เธออยู่แล้ว
ตั้งแต่ทะลุมิติมาได้หลายวัน ฟางเสี่ยวหลานก็มองออกนานแล้วว่า ในบ้านนี้เธอเป็นคนที่ไม่มีใครเอ็นดูที่สุด
ทำงานมากที่สุด กินน้อยที่สุด โดนด่ามากที่สุด และได้รับความใส่ใจน้อยที่สุด
เจ้าของร่างเดิมมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุ 14 ปีก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
ฟางเสี่ยวหลานเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน
พอเดินมาถึงปากตรอกใกล้บ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ในตรอกมืดตึ้ดตื๋อ มีเพียงหน้าต่างของบ้านไม่กี่หลังที่ส่องแสงตะเกียงน้ำมันสีเหลืองสลัวออกมา แสงนั้นแผ่เป็นวงอบอุ่นเล็ก ๆ ท่ามกลางความมืด
ฟางเสี่ยวหลานเดินเร็ว ๆ เข้าไปในตรอก พอมาถึงหน้าบ้านก็ผลักประตูรั้วเข้าไป
ในลานบ้านเปิดไฟอยู่ แต่เตาเย็นสนิท
สายตาของฟางเสี่ยวหลานกวาดผ่านเตาอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เข้าใจทันที
กินข้าวกันหมดแล้ว
กลับมาช้า ไม่มีใครเก็บข้าวไว้ให้
เป็นไปตามที่คาด
ฟางเสี่ยวหลานละสายตาแล้วก้าวเข้าไปในบ้าน
เพิ่งเดินถึงหน้าห้องโถง ผ้าม่านประตูก็ถูกแหวกออกจากด้านใน
ฟางเสี่ยวชิงโผล่หน้าออกมา พอเห็นฟางเสี่ยวหลานก็เบ้ปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจ
“อ้าว ยังรู้จักกลับบ้านด้วยเหรอ?”
ฟางเสี่ยวหลานไม่สนใจ เดินเข้าไปข้างในต่อ
