เสียงนกหวีดพักกลางวันดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง ผู้คนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันใต้กำแพงด้านหลังตึกห้องพักรวม
ไม่ใช่การประชุมของหน่วยผลิต แต่เป็นการมารวมตัวกันเอง—
ด้านหลังตึกห้องพักรวมมีลานว่างที่กำบังลม ใต้กำแพงวางอิฐแตก ๆ หลายก้อนที่เก็บมาจากไซต์ก่อสร้าง พวกปัญญาชนลงชนบทรุ่นเก่านั่งจนผิวอิฐมันลื่น
หน้าหนาวก็มานั่งตากแดด หน้าร้อนก็หลบแดด ที่นี่เป็นจุดพักกลางวันประจำของปัญญาชนลงชนบทรุ่นเก่าหน่วยผลิตที่ 9 มาโดยตลอด
วันนี้แดดดี แสงแดดอาบไล้จนคนรู้สึกเกียจคร้านไปทั้งตัว
หลิวหงเสียนั่งยอง ๆ บนอิฐก้อนริมสุด มือกำเมล็ดทานตะวันไว้หนึ่งกำ เคี้ยวกรุบกรอบเสียงดัง
จางซิ่วเหมยนั่งข้างเธอ หวังเยี่ยนพิงกำแพง มือประคองแก้วเคลือบไว้
หลี่พันพันไม่ได้นั่งลง
เธอพิงกำแพง สายตาจับจ้องกระดานประกาศทางตึกห้องพักรวม ประกาศที่เพิ่งติดไว้เมื่อเช้ายังไม่แห้งดี
“พวกเธอว่า บนเขาเกิดเรื่องอะไรกันแน่?”
หลิวหงเสียคายเปลือกเมล็ดทานตะวันในปาก แล้วบุ้ยหน้าไปทางกระดานประกาศ
“เมื่อเช้าผู้บังคับกองร้อยโจวให้คนเอาประกาศไปติด บอกว่าบนเขามีสัตว์ป่า ช่วงสองวันนี้ห้ามใครขึ้นเขาเด็ดขาด
เดิมทีบ่ายนี้ฉันว่าจะขึ้นไปเก็บฟืนสักหน่อย คราวนี้คงอดแล้ว”
“ไม่ใช่แค่ห้ามเก็บฟืนหรอก”
จางซิ่วเหมยวางเข็มกับด้ายลงบนเข่า ลดเสียงพูด
“ฉันได้ยินป้าพั่งที่โรงอาหารบอกว่า เมื่อวานหน่วยลาดตระเวนป่ายิงปืนอยู่ในป่าทั้งวัน
สามีเธออยู่หน่วยไถพรวนเครื่องจักร บอกว่าฟ้ายังไม่สาง หน่วยลาดตระเวนป่าก็ขึ้นเขาแล้ว กว่าจะลงมาก็มืด ระหว่างนั้นเสียงปืนดังอยู่หลายครั้ง”
“ยิงปืน?”
แก้วเคลือบในมือหวังเยี่ยนหยุดอยู่ตรงริมฝีปาก
“เป็นสัตว์ป่าจริงเหรอ? สัตว์ป่าอะไรถึงต้องยิงปืนกันตั้งเยอะ?”
“เขาว่ากันว่าเป็นหมีดำ มีคนเห็นรอยอุ้งเท้าหมีอยู่แถวชายป่า ใหญ่เบ้อเริ่มเลย”
หลี่พันพันหยิบก้านหญ้าออกจากกระเป๋าเสื้อมาอมไว้ เคี้ยวสองสามที
“หน้าหนาวเมื่อสองปีก่อน แถวหน่วยผลิตที่ 3 ก็เคยมีหมีดำอาละวาด มันงัดยุ้งฉางแล้วกินจนเศษข้าวโพดเกลื่อนพื้น หลังจากนั้นหน่วยลาดตระเวนป่าตามล่าอยู่หลายวันกว่าจะยิงมันตาย”
“งั้นคราวนี้ยิ่งต้องระวังแล้ว”
