หลังพูดประโยคนั้นจบ ฟางเสี่ยวหลานก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
สีหน้าของเธอสงบนิ่ง
ชายวัยกลางคนวางแว่นสายตายาวลงบนโต๊ะเบา ๆ
ขาแว่นกระทบโต๊ะ เกิดเสียงแผ่วเบาขึ้นครั้งหนึ่ง
“เอ่อ... สหายฟางเสี่ยวหลาน”
เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแสดงความลังเลมากกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด ราวกับต้องเคี้ยวทบทวนคำพูดแต่ละคำในปากก่อนจึงจะยอมเอ่ยออกมา
“ใบสมัครที่ครอบครัวคุณมายื่นเมื่อเช้านี้ ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นคนมาดำเนินการเอง เอกสารก็ครบถ้วนหมดแล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนใช้นิ้วเคาะขอบทะเบียนรายชื่อสองครั้ง คล้ายกำลังเรียบเรียงถ้อยคำ
“ทางเรารวบรวมส่งขึ้นไปแล้ว ถึงรายชื่อจะยังไม่ได้รับการอนุมัติ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนกันได้ตามใจ นี่เป็นขั้นตอนขององค์กร งานระดมพลแต่ละขั้นเชื่อมโยงกันหมด”
ฟางเสี่ยวหลานฟังเงียบ ๆ
เธอรู้อยู่แล้วว่าคงไม่ง่ายขนาดนั้น
ในยุคนี้ เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ “ขั้นตอนขององค์กร” ไม่ใช่แค่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วจะพลิกสถานการณ์ได้ทันที
แต่ที่เธอมาวันนี้ก็ไม่ได้หวังว่าจะลบชื่อออกได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
สิ่งที่เธอต้องการคือช่องทางสักทาง
ช่องทางที่จะทำให้เรื่องนี้ผ่อนปรนลงได้
“สหาย ฉันเข้าใจว่ารายชื่อส่งขึ้นไปแล้วค่ะ”
ฟางเสี่ยวหลานพูดเสียงไม่ดัง แต่ทุกคำหนักแน่นมั่นคง
“ฉันไม่ได้มาทำให้คุณลำบากใจเรื่องงาน แค่อยากถามให้ชัดเจนว่า นโยบายของรัฐกำหนดไว้อย่างไรคะ?
เยาวชนผู้มีความรู้ที่มีงานประจำทำแล้ว ไม่อยู่ในข่ายที่ต้องถูกระดมไปชนบทจริงหรือเปล่า?”
ชายวัยกลางคนถอดแว่นออก ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดหว่างคิ้ว
