ฟางเสี่ยวหลานนอนไม่ค่อยหลับมาสองวันแล้ว
ตั้งแต่ได้ยินบทสนทนาของคนสามคนนั้นบนเขา ทุกคืนเธอก็คอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวด้านนอก
แค่ลมพัดจนบานประตูส่งเสียง เธอก็สะดุ้งตื่นได้แล้ว
แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ไม่มีใครมาเคาะประตูกลางดึก ไม่มีใครปีนกำแพงเข้ามา กระทั่งใบหน้าแปลกหน้าสักคนก็ไม่เคยปรากฏแถวบ้านชั้นเดียว
เรื่องนี้กลับยิ่งทำให้ฟางเสี่ยวหลานไม่สบายใจ แถมยังทำให้เธอคิดถึงความรู้สึกปลอดภัยในยุคปัจจุบัน ต่อให้นอนข้างถนนก็ยังไม่เป็นอะไร
“ผ่านมาตั้งสองวันแล้ว ตรวจคลังเสร็จหมดแล้ว ทำไมถึงไม่เจออะไรเลยนะ?”
ฟางเสี่ยวหลานยืนอยู่กลางคลัง พึมพำสิ่งที่คิดในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
เธอพลิกบัญชีตรวจนับไปหน้าสุดท้าย แล้วทำเครื่องหมายถูกลงตรงที่ว่าง
นี่คืองานที่ผู้บังคับกองร้อยโจวมอบหมายให้—“ตรวจนับของในคลังใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่บนลงล่าง”
ตอนผู้บังคับกองร้อยโจวพูด น้ำเสียงฟังดูธรรมดามาก ราวกับกำลังสั่งงานจิปาถะทั่วไป
แต่ฟางเสี่ยวหลานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่งานจิปาถะธรรมดา
ไม่มีช่องลับ ไม่มีผนังสองชั้น ไม่มีของที่ไม่ควรอยู่ในคลัง
“สหายฟาง”
เสียงหนึ่งดังมาจากหน้าประตู ไม่ดังนัก แต่ในคลังที่เงียบสงัดแห่งนี้กลับได้ยินชัดเจน
ฟางเสี่ยวหลานหันขวับไป
หลิงเยว่ยืนอยู่ตรงปากประตูคลัง
แสงยามเช้าส่องมาจากด้านหลังเขา แต้มประกายสีทองจาง ๆ ลงบนหัวไหล่
เขายังคงสวมชุดดำชุดเดิม ไม่ได้พกปืนล่าสัตว์มา ในมือถือปิ่นโตอะลูมิเนียมสองใบ
“ผู้บังคับกองร้อยโจวให้ผมมา” เขาบอก
ฟางเสี่ยวหลานชะงักไปเล็กน้อย แล้วเผลอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นได้ไม่นาน เสียงนกหวีดเรียกเข้าแถวที่ลานฝึกเพิ่งดังเป็นครั้งที่สอง
“เช้าขนาดนี้เลยเหรอ?”
หลิงเยว่เดินเข้ามาในคลัง ยื่นปิ่นโตใบหนึ่งให้เธอ แล้ววางอีกใบไว้บนชั้นวางของ
ปิ่นโตยังอุ่นอยู่ พอเปิดฝาออกก็เห็นโจ๊กแป้งข้าวโพดจากโรงอาหารกับหมั่นโถวธัญพืชครึ่งลูก
“ทางฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ช่างกัวไปต้อนรับคนจากหน่วยผลิตอื่นแล้ว อีกอย่างช่างกัวก็รู้วิธีจัดการโรคผึ้งครั้งนี้อยู่แล้ว ผู้บังคับกองร้อยโจวบอกว่า...”
หลิงเยว่หยุดไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังทวนประโยคยาว ๆ ที่ไม่คุ้นปาก
“ให้ผมมาช่วยด้วย”
