ฟ้ายังสางไม่เต็มที่ ฟางเสี่ยวหลานก็ตื่นแล้ว
ไม่ใช่เพราะเสียงอะไรปลุก ไม่ใช่เพราะหนาวจนตื่น แต่เป็นความเย็นสดชื่นสายหนึ่งที่ผุดขึ้นจากส่วนลึกของสมอง ประคองสติของเธอกลับคืนมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทันทีที่ฟางเสี่ยวหลานลืมตา ความเย็นสดชื่นสายนั้นก็หายไปแล้ว รวดเร็วราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา
แต่ฟางเสี่ยวหลานรู้ว่ามันไม่ใช่
สิ่งแรกที่ทำหลังตื่นคือสำรวจมิติส่วนตัว
ฟางเสี่ยวหลานหลับตาลง แล้วปล่อยจิตจมเข้าสู่มิติส่วนตัว
เปลี่ยนไปมากจริง ๆ
ขอบเขตสีเทาหม่นหายไปจนหมด สายตาพลันเปิดกว้างจนเธอนิ่งอึ้งไปหลายวินาที
จากเดิมที่เป็นเพียงพื้นที่เก็บของขนาดเท่าห้องหนึ่งห้อง ตอนนี้กะด้วยสายตาแล้วกว้างกว่าหนึ่งหมู่ ดินสีน้ำตาลเข้มชุ่มชื้นและร่วนซุย ขอบเขตเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับมีคนพรวนดินไว้แล้ว
คลังเก็บของหยุดเวลาที่มีอยู่เดิมยังอยู่ เพียงแต่ย้ายตำแหน่งไป
กลางมิติส่วนตัวมีเรือนสี่ประสานหลังเล็กตั้งอยู่ หลังคากระเบื้องสีเทา ผนังอิฐเขียว เป็นเรือนสองชั้น ลาน ประตูเรือนแง้มอยู่
ฟางเสี่ยวหลานใช้จิตผลักประตูเข้าไป ภายในลานว่างเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือของประดับ แต่พื้นสะอาดและเรียบเสมอกัน
เธอเดินผ่านประตูแขวนบุปผาเข้าไปยังลานหลัง กลางพื้นห้องหลักมีประตูลับอยู่บานหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็เห็นขั้นบันไดทอดลงไป
เธอ “เดิน” ลงไป ห้องใต้ดินไม่ใหญ่ ผนังทั้งสี่ด้านแห้งสนิท มุมห้องมีชั้นไม้เปล่าวางอยู่หลายตัว
คลังเก็บของหยุดเวลาที่มีอยู่เดิมไม่ได้หายไป แค่ถูกย้ายมาไว้ที่นี่ แถมยังขยายใหญ่ขึ้น กะด้วยสายตาน่าจะมีพื้นที่ราวร้อยตารางเมตร
ฟางเสี่ยวหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง
เดี๋ยวก่อน แล้วจี้หยกล่ะ?
ฟางเสี่ยวหลานเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงใช้จิตค้นทั่วทั้งมิติส่วนตัว แต่กลับไม่พบแล้ว
มุมที่เคยมีจี้หยกลอยอยู่บัดนี้ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ราวกับมันหลอมรวมเข้ากับมิติส่วนตัวไปแล้ว
หัวใจของฟางเสี่ยวหลานเต้นแรงขึ้นมาหนึ่งจังหวะ
นี่คลังเล็ก ๆ ของเธอดูดเอาตัวช่วยพิเศษของคนอื่นไป หรือว่าคลังของเธอเจ๋งกว่ากันแน่!
