ช่วงพักระหว่างคาบในเช้าวันถัดมา ฟางเสี่ยวหลานนั่งหลังตรงอยู่ในห้องเรียน แต่แววตายังดูง่วงงุนเล็กน้อย
“เสี่ยวหลาน!”
มือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่เธออย่างแรง
ฟางเสี่ยวหลานเงยหน้าขึ้น เห็นหยางเหนียนเอ๋อร์วิ่งขึ้นมาจากชั้นล่างเพื่อมาหาเธอ
ขอบตาของหยางเหนียนเอ๋อร์แดงก่ำ ปลายจมูกก็แดงระเรื่อ ราวกับเพิ่งร้องไห้มา
ความง่วงของฟางเสี่ยวหลานหายไปกว่าครึ่งทันที
เธอรู้จักหยางเหนียนเอ๋อร์มานาน ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้มาก่อน
หยางเหนียนเอ๋อร์ยิ้มแย้มอยู่เสมอ พูดเก่งราวกับนกกระจอก ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็คงหัวเราะได้สักสองทีก่อนค่อยร้องไห้
แต่ตอนนี้ริมฝีปากของเธอกลับสั่นระริก
“เป็นอะไรไป?” ฟางเสี่ยวหลานถามเสียงเบา
หยางเหนียนเอ๋อร์ไม่ตอบ เธอคว้าข้อมือฟางเสี่ยวหลานแล้วดึงให้ลุกจากที่นั่ง ลากออกไปนอกห้องเรียน
ฟางเสี่ยวหลานถูกดึงจนเซไปสองก้าว หันกลับไปมองหน้าชั้นเรียน—ยังไม่ถึงเวลาเรียน อาจารย์ก็ไม่อยู่
หยางเหนียนเอ๋อร์ลากเธอไปจนถึงริมหน้าต่างตรงสุดทางเดิน
ปกติไม่มีใครมาที่นี่ ขอบหน้าต่างมีฝุ่นจับเป็นชั้น มุมกำแพงมีใยแมงมุมเกาะอยู่
หยางเหนียนเอ๋อร์ปล่อยมือแล้วหันหลังให้ ไหล่สั่นระริก
“หยางเหนียนเอ๋อร์?”
ฟางเสี่ยวหลานเดินไปยืนข้างเธอ เอียงหน้ามอง “เกิดอะไรขึ้น?”
หยางเหนียนเอ๋อร์ใช้หลังมือเช็ดตาแรง ๆ ก่อนหันกลับมา
ดวงตาของเธอมีน้ำตาคลอเต็มไปหมด ขนตาเปียกชุ่ม แก้มเต็มไปด้วยรอยน้ำตาเป็นทาง
“เสี่ยวหลาน...”
เสียงของหยางเหนียนเอ๋อร์สั่นมาก
“ฉัน... ฉันอาจต้องลงชนบทแล้ว”
หัวใจฟางเสี่ยวหลานวูบลงทันที
ลงชนบท!
คำสองคำนี้ราวกับน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงมาจากศีรษะ ทำให้ฟางเสี่ยวหลานตาสว่างขึ้นมาโดยสิ้นเชิง
ฟางเสี่ยวหลานรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ คนหนุ่มสาวที่ยังไม่มีงานทำล้วนต้องเผชิญกับปัญหานี้
