ต้นเดือนสิงหาคม ความร้อนระอุของฤดูร้อนยังคงปกคลุมอยู่ บ่ายสามโมงเป็นช่วงที่แดดแผดจ้าที่สุด ด้านนอกบริษัทเครือรุ่ยปอมีพนักงานที่เพิ่งกลับจากข้างนอกอยู่เพียงไม่กี่คน
ภายใน ทุกแผนกต่างทำงานตามหน้าที่ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ
ลิฟต์ส่วนตัวตรงขึ้นไปยังชั้นสำนักงานของประธานกรรมการ พอประตูลิฟต์เปิด โจวไท่ก็เดินตามหลังถานเหยี่ยนโจว พร้อมรายงานความคืบหน้าของงานสำคัญชิ้นสุดท้ายให้เขาฟัง
“การควบรวมกิจการของบริษัทเซินซิ่นดำเนินมาถึงสำนักงานกำกับดูแลแห่งชาติแล้วครับ ทางนั้นมอบหมายให้สำนักงานกำกับดูแลตลาดตรวจสอบ”
ช่วงนี้บริษัทเครือรุ่ยปอกำลังจะเข้าซื้อกิจการบริษัทเครือข่ายสื่อสารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีธุรกิจทับซ้อนกับธุรกิจหลักของบริษัทอย่างมาก จึงอาจเข้าข่ายผูกขาด จำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรอให้ผ่านการตรวจสอบอนุมัติก่อนจึงจะดำเนินการได้
“คนลงนามอนุมัติขั้นสุดท้ายแซ่เว่ยใช่ไหม?”
โจวไท่รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย จึงยิ้มตอบ “ใช่ครับ”
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ถานเหยี่ยนโจวเอ่ยเสียงเรียบ “ตามต่อไป”
โจวไท่ปิดแฟ้มเอกสาร หยิบอีกแฟ้มออกมาโดยไม่ได้เปิดดู แล้วส่งให้เขาตรง ๆ “อีกอย่างครับ นี่เป็นเอกสารที่ผู้ช่วยเจิงฝากผมเอามามอบให้คุณ”
พร้อมกันนั้นยังมีกล่องผ้าไหมที่ไม่มีโลโก้อีกกล่องหนึ่ง
เจิงหยางเป็นผู้ช่วยดูแลเรื่องส่วนตัวของถานเหยี่ยนโจว เขากับโจวไท่ต่างทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง ขอบเขตงานไม่ก้าวก่ายกัน โจวไท่จึงไม่รู้ว่าสิ่งของทั้งสองชิ้นนี้คืออะไร
ถานเหยี่ยนโจวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน รับแฟ้มเอกสารกับกล่องผ้าไหมมา
เขาเปิดของชิ้นหนึ่ง ด้านในมีรายงานสำนึกผิดที่เขียนด้วยลายมืออยู่สิบกว่าหน้า ตัวอักษรเรียงสวย ทุกเส้นทุกขีดชัดเจน
เขานึกภาพภรรยาถือปากกาเขียนข้อความเหล่านี้ออก ถานเหยี่ยนโจวยิ้มบาง ๆ พลางเปิดอ่านอย่างไม่รีบร้อน
“ออกไปก่อนเถอะ”
โจวไท่พยักหน้า ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องทำงาน
พออ่านรายงานสำนึกผิดจบ ถานเหยี่ยนโจวก็วางมันไว้ข้าง ๆ แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่สีขาวขึ้นมาเปิด ด้านในมีแหวนเกลี้ยงสองวงขนาดใหญ่และเล็กวางอยู่เงียบ ๆ
